Browsing Category

Book review

Book review

The Promise of a Pencil : How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change.

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วได้รู้จัก Adam Braun ผ่านสัมภาษณ์ในรายการ MarieTV รู้สึกประทับใจในความตั้งใจของอดัมในการสร้างโรงเรียนให้กับเด็กในเมืองที่ไม่มีโอกาส และที่สะดุดที่สุดคือการที่อดัมเรียกองค์กรของเค้าที่ชื่อว่า Pencils of Promise ว่าเป็น For Purpose Organization แทนที่จะเรียกว่า Non Profit Organization ที่ทำให้ยิ่งรู้สึกดีกับองค์กรของเขามากขึ้นไปอีก พอรู้ว่าอดัมเพิ่งออกหนังสือที่เล่าเรื่องราวในการสร้าง Pencil of Promise เตยก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องอ่านหนังสือของอดัมให้ได้

The Promise of a Pencil: How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change

วันนี้เตยเพิ่งอ่านหนังสือ The Promise of a Pencil : How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change ของ Adam จบ ครอบครัวของอดัมมีช่วงเวลาที่ลำบากมาก ปู่ย่าของอดัมต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ลูกหลานได้มีชีวิตที่ดี อดัมจึงเติบโตมาให้สิ่งแวดล้อมที่ดี มีการศึกษาที่ดี พอโตขึ้นเขาได้เดินทางแบคแพคไปในหลายๆ ประเทศ จนไปเจอเด็กชายขอทานคนนึงที่อินเดีย อดัมถามเด็กคนนั้นว่าถ้าสามารถมีอะไรก็ได้ในโลกนี้เขาอยากได้อะไร เด็กคนนั้นตอบว่า ดินสอ เพราะดินสอนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการศึกษา ต่อมาเวลามีเด็กมาขอทานอดัมก็จะให้ดินสอไปแทน สิ่งที่อดัมเห็นหลังจากภาพเด็กๆ ที่มารุมขอทานคือ เด็กๆ ที่วิ่งไปหากระดาษมาฝึกเขียนทำให้อดัมได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถเปลี่ยนโลกได้จากดินสอแค่ด้ามเดียว และภาพนั้นได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างองค์กรขึ้นมาเรียกว่า Pencils of Promise

ตอนนี้หนังสือยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทยแต่ถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องๆ แนะนำให้อ่านเลยค่ะ โดยเฉพาะที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ ไม่แน่ใจว่าต้องการมีชีวิตแบบไหน และคนที่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และอยากทำมันให้สำเร็จ ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งแรงบันดาลใจ ความสนุก ตื่นเต้น เศร้า และซึ้ง รวมถึงความรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้จากมุมมองของอดัมทั้งในด้านครอบครัว การสร้างองค์กร การพูด การค้นหาตัวเอง และการใช้ชีวิต ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่า เราก็เปลี่ยนโลกได้

 

Book review

หนังสือ “กินกบตัวนั้นซะ” 21 วิธีหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง

หนังสือ "กินกบตัวนั้นซะ" 21 วิธีหยุดการผัดวันประกันพรุ่งและทำงานให้ได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

เพิ่งอ่านหนังสือ “Eat That Frog” หรือ “กินกบตัวนั้นซะ” จบค่ะ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Brian Tracy ซึ่งเป็นนักเขียน นักพูด และนักฝึกอบรมด้านการพัฒนาตนเองค่ะ มีผลงานเขียนหนังสือเยอะมาก ทั้งหนังสือ Goals, Create Your Own Future และ Change Your Thinking Change Your Life

Eat That Frog ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้วครั้งนึง เตยจำได้ว่าเคยเห็นที่งานหนังสือเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่แปลแล้วอ่านยากตอนนั้นก็เลยไม่ได้ซื้อมาแต่ก็อ่านแสกนๆ ว่าโดยรวมทั้งเล่มนั้นมีอะไรบ้างแล้วก็มาหาฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษอ่านแทน อ่านแล้วก็เสียดายที่ภาษาไทยแปลได้ไม่ดี พอมาคราวนี้เห็นว่ามีการพิมพ์ใหม่นี่ดีใจมาก และดีใจยิ่งกว่าที่ @dominixz ซื้อมาอ่าน เพราะจะได้ยืมอ่านด้วย 5555

Eat That Frog พูดถึงวิธีการบริหารเวลาให้คุ้มค่าที่สุด และพูดถึงวิธีการที่จะทำให้ทำงานให้เสร็จ โดยใช้ “กบ” เป็นตัวสื่อถึงงานสำคัญที่ยาก ที่เรามักไม่อยากทำกัน แต่การกินกบตัวนั้นเป็นสิ่งแรกในเช้าของแต่ละวันนั้นเหมือนเป็นการก้าวผ่านสิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดของวันไปแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป แถมยังมีพลัง ความภูมิใจในการใช้ชีวิตด้วย

แต่การกินกบเราต้องกินกบให้ถูกตัวด้วย Brian Tracy สอนให้เรากินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุด ก็คือกบตัวที่ใหญ่ที่สุด ยากที่สุด และสำคัญที่สุด อันดับแรกของการเลือกกบคือการดูที่เป้าหมายของเราก่อนว่า เรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อที่จะเลือกทำแต่สิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

วิธีการเขียนเป้าหมาย

  • เขียนเป้าหมายลงบนกระดาษเพื่อความชัดเจน เคยมีวิจัยว่าการเขียนเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้คนประสบความสำเร็จได้มากกว่า (อันนี้สอดคล้องกับ Sunni Brown ที่บอกให้วาดเป้าหมายของเราออกมาให้ชัดเจนเป็นรูปภาพเลย จินตนาการเลยว่าเมื่อเราบรรลุเป้าหมายแล้วเราจะเป็นยังไง)
  • เขียนในรูปปัจจุบันเหมือนว่าเราได้ทำมันสำเร็จแล้ว เช่น เป้าหมายของปี 2013 คือการเก็บเงินให้ได้ 1ล้าน เราก็ต้องเขียนว่า “ฉันมีเงิน 1ล้านบาทในวันที่ 31 ธันวาคม 2013” เป็นต้น
  • ใช้คำพูดในแง่บวก
  • เขียนโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า “ฉัน” อย่างโง้นอย่างงี้
  • (เติมเองว่า) ระบุชัดเจน วัดได้ เช่น ถ้ามีเป้าหมายคือลดน้ำหนักก็ให้เคยเลยว่า “ฉันน้ำหนัก 50 กิโลกรัมในวันที่ xxx” เป็นต้น
  • (เพิ่มเอง) ถ้าคิดไม่ออกให้เขียนเป้าหมายในด้านต่างๆ ของชีวิต คือ ด้านหน้าที่การงาน, ครอบครัว, การเงิน, สุขภาพ, การพัฒนาตนเอง, สังคมและชุมชน หรือคิดว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรที่เครียดที่สุด
  • ได้แล้วก็เลือกมา 1 ข้อที่จะทำให้เกิดผลดีที่สุดต่อชีวิต

เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเราก็จะรู้ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไปบ้างเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ ให้เราใช้เวลานิดหน่อยในแต่ละวันก่อนนอนวางแผนเลยว่าวันพรุ่งนี้เราต้องทำอะไรบ้าง การวางแผนไว้ก่อนนอนมีข้อดีที่ทำให้เวลาเราตื่นนอนมาก็จะมีความเข้าใจ มีความคิดไอเดียที่จะทำงานนั้นได้มากขึ้นเพราะสมองเรารู้ว่าวันพรุ่งนี้เราจะทำอะไร เวลาเรานอน สมองมันไม่ได้หยุดไปด้วยมันก็จะคิดอะไรของมันไป บางทีตื่นขึ้นมาเราอาจจะปิ๊งได้ไอเดียขึ้นมาเลยก็ได้

ใช้กฎ 80/20 หลักการพาเรโต

งาน 20% ของงานทั้งหมดจะทำให้เกิดผลลัพท์ 80% ของผลลัพท์ทั้งหมด ดังนั้นก่อนที่เราจะทำงานให้เราดูก่อนว่างานนี้ทำให้เกิดผล 80% ต่อรึเปล่าชีวิตการงานหรือเป้าหมายในชีวิตของเรารึเปล่า

ใช้หลัก ABCDE ในการจัดลำดับความสำคัญ

โดยงาน A เป็นงานที่สำคัญที่สุด B เป็นงานที่ควรทำ C คืองานที่ทำได้ก็ดี D เป็นงานที่ให้คนอื่นทำแทนได้ E คือช่าง(งาน) มันเถอะได้ เมือเรารู้ว่างานเราอยู่ในหมวดไหนบ้างแล้วก็ให้ความสำคัญกับงานที่อยู่ในประเภท A ก่อนเลย

“ทำไมบริษัทถึงจ้างฉัน”

สำหรับพนักงานบริษัทวิธีการที่จะทำให้เรารู้ว่าเราควรเลือกทำงานไหนก่อนได้นั้นก็คือการถามคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมบริษัทถึงจ้างฉัน” คำตอบก็คือหน้าที่หลักที่เราต้องทำและให้ความสำคัญ ซึ่งมักเป็นงานที่จะให้ผลกับเรามากที่สุดเช่นกัน

พอเลือกงานที่เราควรทำเป็นอย่างแรกได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้อง “ทำ” ส่วนใหญ่คนมาตกม้าตายกันตรงนี้แหล่ะเนอะ (เตยด้วย) Brian Tracy ก็แนะนำว่า ก่อนทำก็ให้เตรียมทุกอย่างที่ต้องใช้ในการทำงานให้เรียบร้อย ทำโต๊ะให้สะอาดๆ เบอร์โทรหรือของอะไรที่ต้องใช้ก็เอามาไว้ใกล้ๆ เตรียมไว้ให้พร้อม แล้วก็ค่อยๆ ทำไป

หั่นงานเป็นชิ้นๆ

งานที่เป็นโปรเจคใหญ่ หรืองานชิ้นใหญ่เราก็หั่นมันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ ทำไปทีละชิ้น วิธีการนี้จะทำให้เราทำงานได้เยอะมากขึ้นเพราะเราจะรู้สึกว่า นิดเดียวเดี๋ยวก็ทำเสร็จแล้ว พอทำเสร็จเรารู้สึกดี มั่นใจขึ้นเราก็ทำชิ้นเล็กชิ้นอื่นๆ ต่อไปได้จนหมด

หาช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีที่สุด

คนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบทำงานตอนเช้าๆ เงียบๆ บางคนชอบทำงานตอนเย็นๆ เราก็ต้องดูว่าเราชอบทำตอนไหน เวลาไหนที่ทำแล้วได้ผลมากที่สุด เราก็เลือกเอางานยากๆ ไปทำในช่วงนั้นค่ะ และควรกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการทำงานด้วยนะคะ เคยอ่านใน Lifehacker ก็จะบอกว่าให้บอกทุกคนไปเลยว่าช่วงเวลาไหนที่เราจะทำงาน เธออย่ามากวนฉันช่วงนั้น

ปิดอุปกรณ์สื่อสารบ้าง

หัวข้อนี้เหมาะกับเรามากๆ เดี๋ยวนี้มีสมาร์ทโฟน มี Social Network เยอะมากๆ หรือแม้แต่พวก Instant Message อย่าง Gtalk ที่เมื่อก่อนเตยเคยเปิด Tab ไว้ในหน้าเดียวกับ Gmail แต่ปรากฎว่ามีปัญหามากเพราะคนทักมาเรื่อยๆ คราวนี้งานการไม่ต้องทำแร่ะ นั่งเม้าท์อย่างเดียว บางทีไม่มีคนทักแต่เป็นว่ามันเงียบๆ ก็ไปทักเค้างี้ 555 หรือ Facebook เองที่มี notification เด้งตลอดเวลา จนวันนึงทนไม่ไหวก็เลยแก้ปัญหาซะ

  • เอา Tab ของ Gtalk ออกจากหน้าอีเมล์
  • เมล์ Notification ของ Facebook เตยก็ Filter เมล์ให้ไปอยู่ใน folder ของ Facebook
  • พวกกรุ๊ปใน Facebook ก็ปิด Notification ไป
  • Twitter ก็ปิดอีเมล์ว่าไม่ต้องส่งเมล์มาแล้ว
  • แต่ Facebook กับ Twitter เปิด notification ในมือถือให้มันเตือนมา แต่ตั้งมือถือเป็นแบบสั่น พอมันเตือนมาก็ไม่ได้ยิน ไม่รู้เรื่องอยู่ดีถ้าไม่ได้ใช้มือถือ 5555
  • Google plus ก็ปิด notification แต่มันยังมีหลงๆ ส่งมาอยู่นานๆ ที
  • Line ถ้าเป็นกรุ๊ปหรือแบรนด์ต่างๆ เตยปิด Notification หมดเลย ใครส่งเกมมาบ่อยๆ ก็ปิดให้หมด 5555
  • อีเมล์ ส่วนใหญ่เค้าจะแนะนำให้เปิดอ่านให้เป็นเวลา แต่สำหรับเตยไม่ค่อยมีผลเพราะเมล์ไม่เยอะมาก ก็ใส่ filter ไว้ว่าให้ติด Label ว่าอะไรพอกดอ่านเสร็จก็ Archive โลด
  • พวก Newsletter เราก็ใส่ filter ไว้แล้วให้มันไปอยู่ตาม folder เลย เว้นแต่อันที่เราชอบจริงๆ 555
  • ถ้า Newsletter ไหนไม่น่าสนใจ อย่างพวก Ensogo, Groupon ที่เราดูแล้วว่าเราอ่านไปก็มีแต่เสียเงินก็ Unsubscribe (แต่บางเว็บมันไม่ยอมให้ Unsubscribe เราก็กดเป็น Spam ซะเลย!

ผลของการปิด Notification คือ งานเสร็จมากขึ้น มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น Brian Tracy พูดเหมือน Tim Ferriss คนเขียนหนังสือ 4-Hour Workweek ไว้อย่างนึงคือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในโลกนี้ก็ได้นะ ข่าวสารไหนที่มันสำคัญจริงๆ เดี๋ยวก็มีคนมาบอกเราเองแหล่ะ เหมือนอีเมล์ถ้าเมล์ไหนสำคัญจริงๆ ก็จะมีคนมาติดต่อเรามาอีกทีเองแหล่ะ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ เมล์ไหนเราไม่ตอบเดี๋ยวก็มีคนโทรมาตามเอง 5555

มุ่งมั่นและจดจ่อในการทำงาน

การทำงานแบบทำๆ หยุดๆ อาจยืดระยะเวลาในการทำงานออกไปถึง 500% เพราะเราต้องคอยมาทบทวนสิ่งที่เราทำมาแล้ว ดังนั้นการที่เรา Focus กับงานให้เสร็จไปทีละอย่างนั้นจะประหยัดเวลาของเราได้มากกว่า

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องไม่มีเวลาให้ที่บ้าน ไม่มีเวลาทำงาน ไม่มีเวลาๆ บลาๆๆๆ จริงๆ แล้วคนเราก็มีเวลาเท่ากันนั่นแหล่ะ หนังสือ Eat that frog ของ Brian Tracy น่าจะช่วยได้บ้างนะคะ ลองอ่านดูค่ะ 🙂