Browsing Category

Think

Career

ค้นหางานที่ชอบ : ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป

ค้นหางานที่ชอบ: ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เตยใช้เวลาส่วนใหญ่จัดบ้านตามหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying: A simple, effective way to banish clutter forever เขียนโดย Marie Kondo (มีแปลไทยออกมาแล้วแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้) หลักการสำคัญของการจัดบ้านตามแบบ Konmari ที่หนังสือเล่มนี้เสนอคือการเก็บเฉพาะของที่ทำให้เรามีความสุขหรือ Spark joy แล้วให้ทิ้งของที่ไม่ Spark joy ออกให้หมด

โดยมี testimonial ของลูกค้าที่จัดบ้านตาม Konmari ที่ทำให้เตยรู้สึกสนใจและมองเห็นภาพของ Konmari ที่มันกว้างขึ้น

After your course, I quit my job and launched my own business doing something I had dreamed of doing ever since I was child.

และมีข้อความของ Marie ที่พูดถึงประโยชน์ของการจัดบ้านตามแบบนี้ว่า

A dramatic reorganisation of the home causes correspondingly dramatic changes in lifestyle and perspective. It is life transforming.

อ่านแล้วทุกคนคงคิดเหมือนเตยว่า โห อะไรจะขนาดนั้น การจัดบ้านช่วยได้ขนาดนี้เลยหรอ?

ตอนนี้เตยจัดบ้านไปได้ประมาณ 2 ส่วนคือ เสื้อผ้า และหนังสือ (เตยค่อยๆ ทำอาทิตย์ละหนึ่งหมวดค่ะ) เตยเริ่มเห็นแล้วว่า ทำไมคนถึงรู้สึกแบบนั้นกัน ทำไมเขาถึงบอกว่ามันเป็น life transforming หรือการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

การจัดบ้านตามแบบ Konmari ช่วยให้เตยมองเห็นว่าสิ่งไหนที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่เราควรทิ้งไปได้แล้ว Marie สอนให้เราเริ่มจากสิ่งง่ายๆ อย่างเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยไปที่หนังสือ กระดาษ ของใช้ในบ้าน และของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ พอเราจัดการทิ้งสิ่งที่เราไม่ชอบได้แล้ว เราเริ่มรู้ตัว มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราเริ่มแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้เราชอบหรือไม่ชอบอย่างไร

การค้นหางานที่ชอบก็ไม่ต่างกัน ตัวเรารู้อยู่แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่บางครั้งสมองเราก็ทำงานให้เราดีเกินไป มันช่วยคิดให้เราว่าสิ่งไหนดีที่สุด จนเราลืมมองไปว่า สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็ได้

ดังนั้นวิธีการที่สำคัญในค้นหาการที่ชอบคือ การเลิกทำสิ่งที่ไม่ชอบออกไป และเลือกทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

พูดง่ายแต่ทำยากใช่ไหมคะ? เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราไม่ชอบทำอะไร วิธีการของเตยที่เตยชอบทำก็คือการคุยกับตัวเอง (แต่อย่าพูดคนเดียวกลางรถเมล์หรือรถไฟฟ้านะคะ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด) เตยมักใช้การเขียนมาช่วย โดยการหาเวลาเงียบๆ อยู่คนเดียว หามุมที่รู้สึกสงบ มีปากกา กระดาษเตรียมไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียน แรกๆ เราจะคิดไม่ออกแล้วจะนั่งจ้องหน้ากระดาษก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ให้เริ่มเขียนไปว่า ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ถ้ารู้สึกว่าง่วงก็ให้เขียนว่าง่วง เดี๋ยวมีงานต้องทำก็เขียนๆๆๆ ออกมาให้หมด ถ้าสงสัยอะไรก็เขียนคำถามไป เช่น วันนี้กินอะไรดี แล้วคำตอบมันจะค่อยๆ มาเอง เขียนๆ ไปไม่ต้องคิดว่าถูกหรือผิด เพราะตอนนี้เราไม่ต้องการใช้สมอง แต่เราต้องการคุยกับใจเราเอง แรกๆ สิ่งที่เราเขียนจะสับสนวุ่นวายมากก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ค่อยๆ เขียน เขียนบ่อยๆ เขียนทุกๆ วันแล้วจะดีขึ้น การเขียนจะทำให้เรามองเห็นตัวตนของเรามากขึ้น

 

ลองเขียนกันดูนะคะ การเขียนช่วยเตยตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างมาแล้ว เพราะเตยเขียนทุกวันจนเห็นว่าเราทุกข์เรื่องไหนมากๆ บ้าง ทำให้เตยสามารถลดทอนตัดสิ่งนั้นออกไปได้ง่ายขึ้นและมองเห็นงานที่ทำแล้วสนุกมากขึ้นด้วย เรามา Konmari ชีวิตการงานเรากันนะคะ

Career

คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังค้นหางานที่ชอบ

คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังค้นหางานที่ชอบ

เมื่อเดือนก่อนนู้นที่บริษัทประกาศรับสมัครนักศึกษาฝึกงานมาช่วยเขียนบทความ ระหว่างสัมภาษณ์น้องๆ เตยได้พบสิ่งนึงที่น้องๆ พูดเหมือนกันคือ “ไม่รู้ว่าชอบงานแบบไหน” “อยากมาลองทำดูว่าจะชอบงานแบบนี้ไหม” ทำให้นึกถึงตัวเองขึ้นมาว่า เตยเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ในฐานะคนที่เคยผ่านความสับสน เคยท้อ เคยอิจฉาคนที่รู้ว่าอยากจะทำอาชีพอะไรมาก่อน ถึงแม้ว่าเตยยังต้องค้นหาสิ่งที่ชอบต่อไป แต่เตยคิดว่าเตยผ่านอะไรมาเยอะพอที่จะแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังสับสนในตัวเองอยู่ได้ วันนี้เตยลองยกมา 6 อย่างที่เตยคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เตยค้นหางานที่ชอบได้ค่ะ

  1. ลงมือทำ ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายๆ ครั้งเรามองดูคนอื่นทำงานนี้แล้วก็คิดว่า เป็นงานที่ดีเหมาะกับเรา เราต้องชอบแน่ๆ แต่พอเราลงมือทำแล้วเราถึงรู้ว่า เราไม่ได้ชอบทั้งหมดของงาน เตยเคยได้คุยกับน้องคนนึงที่ทำงานเป็นเภสัชกร ในภาพที่ทุกคนเห็นเภสัชกรมีหน้าที่แค่จ่ายยาเท่านั้น แต่น้องคนนี้เล่าให้เตยฟังว่างานเภสัชกรยังมีเรื่องของการให้คำปรึกษาคนไข้ ดูแลสต็อก ฯลฯ ที่ลึกเข้าไปอีก หรืองานออกแบบที่คนมักคิดว่าเป็นการใช้ Photoshop มาทำรูปส่งให้ลูกค้าแต่จริงๆ แล้วงานออกแบบมีความลึกไปกว่านั้นอีก ต้องออกแบบงานให้ตอบโจทย์ลูกค้า แก้ปัญหาให้ลูกค้า เตรียมงานให้สามารถผลิตได้อย่างถูกต้อง ฯลฯ งานทุกงานมักจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
  2. ออกไปเจอและพูดคุยกับคนอื่นๆ บ้าง ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะมีโอกาสทดลองงานนั้นๆ วิธีการที่เตยเคยใช้ก็คือ ตามหาคนที่มีอาชีพนั้นๆ แล้วคุยกับเขา ถามเค้าให้ละเอียดว่างานนี้ทำอะไรบ้าง สนุกตรงไหน ไม่สนุกตรงไหนบ้าง คล้ายๆ เป็นการ window shopping งานไปก่อน ถ้าเป็นงานที่ทดลองทำได้เลยอย่างงานออกแบบก็ลองรับงานเล็กๆ ก่อนอย่างเช่น รับออกแบบโลโก้ให้เพื่อนที่ทำของขาย เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงๆ
  3. เลือกทำสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น เรามักถูกพ่อแม่ ครู เพื่อนที่เป็นห่วงเราบอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนู้น เพราะมันดีในสายตาของเขา วิธีการที่เตยใช้คือลองทำก่อน ถ้าชอบก็ทำเพิ่ม ถ้าไม่ชอบก็เลิกทำ พอเราเลือกทำสิ่งที่เราชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพของอาชีพที่เราชอบจะเริ่มปรากฎมาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่คำว่า “ชอบ” หรือ “มีความสุข” เป็นคำที่จับต้องไม่ค่อยได้ หรือบางทีอาจมีบางส่วนของงานที่เราไม่ถนัดเราก็เลยคิดไปเองว่าเราไม่ชอบ เตยเลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “มีชีวิตชีวา” คือทำแล้วถึงจะเหนื่อยแต่ก็ยังรู้สึกว่า ฉันได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ได้ทำไปวันๆ พอคิดแบบนี้แล้วก็ง่ายขึ้นที่จะกรองสิ่งที่ไม่ชอบออกไป
  4. อย่าเลือกอาชีพ แต่ให้สร้างอาชีพขึ้นมาแทน หลายๆ อาชีพถูกสร้างเพิ่มขึ้นมาให้เหมาะกับลักษณะงานตอนนั้น เมื่อก่อนใครจะรู้ว่างานตำแหน่ง web designer, UX designer, blogger และรู้กันไหมว่ามีคนทำงานอาชีพ นักสืบหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป, Lego artist, นักเขียนจดหมายถึงซานต้าครอส, นักจัดระเบียบบ้าน, ทำแว่นสำหรับหมา ฯลฯ ถ้าอาชีพพวกนี้แหวกแนวไป เตยขอแนะนำอาชีพ นักวาดภาพสัตว์เลี้ยง (ชอบวาดภาพ และชอบสัตว์ เลยสร้างธุรกิจรับวาดหมา แมวให้เจ้าของเอาไปตกแต่งบ้าน) หรือจะเป็นนักเขียนที่เขียนเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว (ชอบเขียนบันทึกและชอบเที่ยวเลยเอามารวมกัน) ฉะนั้นอย่ามัวแต่เลือกงานที่เห็นคนอื่นทำเยอะๆ แต่จงรู้จักหาช่องทางสร้างอาชีพของตัวเองขึ้นมา
  5. ให้เวลากับตัวเองบ้าง ทุกวันนี้มีสื่อที่คอยดึงความสนใจของเราไปได้ตลอดเลย จนเราลืมใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับตัวเราเอง ทำให้ไม่ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แต่การค้นหาสิ่งที่ชอบเป็นเรื่องที่เรารู้แค่คนเดียวเท่านั้น เราต้องถามตัวเอง คุยกับตัวเอง เราถึงจะรู้จักตัวเองค่ะ
  6. จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีอาชีพแค่อาชีพเดียว เราไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต ข้อนี้เป็นอีกข้อที่ทำให้เตยสบายใจและสนุกมากขึ้นในการค้นหางานที่ชอบ การที่เราคิดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต เป็นการสร้างความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราจะเริ่มคิดว่า ถ้าฉันเปลี่ยนอาชีพแปลว่าฉันล้มเหลว แต่ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด การให้ความสำคัญในชีวิตเราก็ต่างออกไปด้วยเช่นกัน วันนี้งานและเงินสำคัญที่สุดแต่ต่อไปครอบครัวอาจจะสำคัญกว่าก็ได้ อาชีพเราก็จะเปลี่ยนไปเอง แล้วเราจะไปยึดติดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปจนตายทำไม พอเราเลิกคิดแบบนั้นความเครียดจะหายไป เราจะมองเห็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตชีวาได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะแนะนำอะไรเราก็ตาม แต่เราไม่ลงมือทำ ไม่นำไปปรับใช้ ก็คงยากที่จะได้ผลอย่างที่หวังนะคะ

 

Book review

The Promise of a Pencil : How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change.

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วได้รู้จัก Adam Braun ผ่านสัมภาษณ์ในรายการ MarieTV รู้สึกประทับใจในความตั้งใจของอดัมในการสร้างโรงเรียนให้กับเด็กในเมืองที่ไม่มีโอกาส และที่สะดุดที่สุดคือการที่อดัมเรียกองค์กรของเค้าที่ชื่อว่า Pencils of Promise ว่าเป็น For Purpose Organization แทนที่จะเรียกว่า Non Profit Organization ที่ทำให้ยิ่งรู้สึกดีกับองค์กรของเขามากขึ้นไปอีก พอรู้ว่าอดัมเพิ่งออกหนังสือที่เล่าเรื่องราวในการสร้าง Pencil of Promise เตยก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องอ่านหนังสือของอดัมให้ได้

The Promise of a Pencil: How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change

วันนี้เตยเพิ่งอ่านหนังสือ The Promise of a Pencil : How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change ของ Adam จบ ครอบครัวของอดัมมีช่วงเวลาที่ลำบากมาก ปู่ย่าของอดัมต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ลูกหลานได้มีชีวิตที่ดี อดัมจึงเติบโตมาให้สิ่งแวดล้อมที่ดี มีการศึกษาที่ดี พอโตขึ้นเขาได้เดินทางแบคแพคไปในหลายๆ ประเทศ จนไปเจอเด็กชายขอทานคนนึงที่อินเดีย อดัมถามเด็กคนนั้นว่าถ้าสามารถมีอะไรก็ได้ในโลกนี้เขาอยากได้อะไร เด็กคนนั้นตอบว่า ดินสอ เพราะดินสอนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการศึกษา ต่อมาเวลามีเด็กมาขอทานอดัมก็จะให้ดินสอไปแทน สิ่งที่อดัมเห็นหลังจากภาพเด็กๆ ที่มารุมขอทานคือ เด็กๆ ที่วิ่งไปหากระดาษมาฝึกเขียนทำให้อดัมได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถเปลี่ยนโลกได้จากดินสอแค่ด้ามเดียว และภาพนั้นได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างองค์กรขึ้นมาเรียกว่า Pencils of Promise

ตอนนี้หนังสือยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทยแต่ถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องๆ แนะนำให้อ่านเลยค่ะ โดยเฉพาะที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ ไม่แน่ใจว่าต้องการมีชีวิตแบบไหน และคนที่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และอยากทำมันให้สำเร็จ ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งแรงบันดาลใจ ความสนุก ตื่นเต้น เศร้า และซึ้ง รวมถึงความรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้จากมุมมองของอดัมทั้งในด้านครอบครัว การสร้างองค์กร การพูด การค้นหาตัวเอง และการใช้ชีวิต ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่า เราก็เปลี่ยนโลกได้

 

Everyday Inspiration

You are more beautiful than you think

ชอบโฆษณานี้มากๆ เลยเอามาให้ดูกัน เป็นโฆษณาของ Dove ที่ให้นัก Sketch ภาพวาดภาพตามที่ผู้หญิงอธิบายถึงตัวเองและอีกภาพเป็นภาพที่ให้คนที่รู้จักอธิบายสักษณะของผู้หญิงคนนี้ ปรากฎว่าภาพที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนมากว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองไม่สวยกว่าความเป็นจริง ฉะนั้นจงภูมิใจในตัวเอง 🙂

แต่อยากลองทำบ้างอะ อยากรู้ว่าเพื่อนๆ เราจะมองเราแบบไหน >.<

Think

ประสบการณ์ไม่ใช้ Social Media 1 อาทิตย์

ประสบการณ์ไม่ใช้ Social Media 1 อาทิตย์

ช่วงหลังๆ มานี้รู้สึกว่าทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ มักจะเริ่มทำแล้วก็หยุดไป สมาธิในการทำงานก็น้อยลงมากๆ จนเหมือนเป็นคนสมาธิสั้นไปแล้ว ทำงานได้แปบเดียวก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น บางทีนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรทำก็กดมือถือเข้า instagram, facebook โดยที่ตัวเองยังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าทำอะไรอยู่ ก็เลยพยายามเลิกเล่น ลองปิด notification ของ social media ทุกตัว ผลคือ ใช้ twitter น้อยลง ใช้ facebook น้อยลง แต่มันก็ยังเหมือนคอยห่วงอยู่

จำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านบทความนึงของ lifehacker ที่มีคนไม่ใช้ social media เป็นเวลา 1 เดือนมาเล่าว่า 1 เดือนของเขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ก็เลยคิดว่าจะลองไม่ใช้ social media อย่างน้อย 1 อาทิตย์ดูบ้าง โดย social media ที่เรามักจะใช้มี instagram, facebook, twitter, linkedin, pinterest, springpad และมีกฎคือ

  • ไม่เข้าไปดูทั้งในเว็บ และในแอพลิเคชั่นบนมือถือหรือ ipad เลย
  • ไม่เปิดอีเมล์ notification (ซึ่ง filter อีเมล์ไปอยู่ใน label ของมันอยู่แล้ว)
  • ไม่ share บน social media
  • อนุญาตให้เข้าไปปิด notification ต่างๆ ที่มารบกวนได้

กำหนดการของเราเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 ถึงวันศุกร์ที่ 12 เมษายนค่ะ พอถึงคืนวันศุกร์เราก็เลยเริ่มลบไอคอนของแอพ social media ต่างๆ ออกจากหน้า home ของมือถือ ipad และ chrome ที่บ้านและเริ่มบอกคนใน twitter และ instagram ว่าเราจะหายไปชั่วคราวเพื่อจะได้บอก (ตัวเองเนี่ยแหล่ะ 555) ว่าฉันจริงจังนะ โดยในแต่ละวันเราจะจดโน๊ตเอาไว้

ไม่มี Social Media แล้วชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

  • เนื่องจากว่าเริ่มเล่น social media น้อยลงมาสักพักแล้วก็เลยไม่ค่อยมีอาการลงแดงมาก แต่จะมีอาการ “ลืม” ว่าอยู่ในช่วง social media blackout ไปบ้าง มีเปิดหน้า home เพื่อจะกดไอคอน facebook บ้างแต่เพราะเอาออกไปตั้งแต่แรกพอหาไอคอนไม่เจอก็จะเริ่มรู้ตัวแล้ว
  • สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่การเข้าไปอ่านแต่กลับกลายเป็นการ share เราชอบ share link ที่น่าสนใจลง social media ซึ่งสำหรับเราถือว่าเป็น bookmark เว็บมากกว่า social media ด้วย เช่น pinterest เราเล่นเพราะใช้เก็บเว็บที่ชอบ เว็บที่มีงาน DIY ที่สวยๆ พออ่าน feed แล้วก็มักจะลืมตัวจะกด share ตลอด
  • ที่สำคัญจะเข้าไปค้นข้อมูล link ที่เราเคย bookmark ไว้ก็ทำไม่ได้เพราะเก็บไว้บน social media อีกและก็ทำให้คิดต่ออีกว่า ถ้าเกิดว่าวันนึงเว็บที่เราใช้อยู่มันเกิดปิดตัวขึ้นมา เราก็แย่สินะ (ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ google reader ที่เราใช้ starred items เป็น bookmark อันนึง)
  • ปกติเราใช้ ifttt เก็บข้อมูลว่าเราไป checkin ที่ไหนมาบ้าง (foursquare) เราเจออะไร คิดอะไรบ้างวันนี้ (facebook, twitter, instagram) มาใส่ใน Google calendar หรือให้บันทึกเข้า dropbox  หมด ทีนี้จำไม่ได้ว่าวันไหนทำอะไรก็ดูจาก Google calendar เอา แต่พอไม่ได้ใช้ social media นี่ปัญหาเกิดทันทีเพราะจำอะไรไม่ได้เลย ต้องแก้ปัญหาด้วยการดูรูปในมือถือระลึกความทรงจำไปก่อน ส่วนวันอื่นต่อๆ มาก็กลับมาใช้เครื่องมือพื้นฐาน…ปากกากับสมุด! (ดีนะที่ได้สมุดเล่มใหม่มาพอดี ฮิฮิ) แต่พอได้กลับมาใช้ปากกากับสมุดก็รู้สึกว่าใช้มือเราเขียน จดรายละเอียดในแต่ละวันนี่มันดีนะ เหมือนเราเขียนไดอารี่นิดๆ ทำให้นึกถึงตอนเมื่อก่อนที่เขียนไดอารี่ได้เป็นเล่มๆ แต่เดี๋ยวนี้เรากลับเขียนหนังสือไม่ถนัด วาดรูปไม่ได้แล้วซะงั้น ก็เลยตั้งใจว่าจะพยายามเขียนให้มากขึ้น
  • เวลาคุยกับเพื่อนใน LINE หรือแม้แต่การพูดคุยกันต่อหน้า เพื่อนๆ มักอ้างไปถึง social media ว่าเราเห็นโพสนั้นรึยัง เห็นรูปนี้ไหม เราก็ได้แต่ยิ้ม…ตรูไม่รู้ ตรูไม่เห็น 555 แต่ในมุมนึงก็แอบรู้สึกสบายใจเพราะเราไม่ต้องรับรู้เรื่องที่เราไม่ได้อยากรู้จริงๆ ไม่ต้องเหนื่อยกับการตามข่าว และออกจะสบายๆ เพราะอยู่ๆ ก็มีเพื่อนมาเล่าให้เราฟังเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ต้องเสียเวลาเราไปตามข่าว (อันนี้ออกแนวขี้เกียจนะเนี่ย)
  • เวลาเราไม่สบายใจอะไร บางทีเราแค่อยากบ่นลอยๆ บน social media ก็ทำไม่ได้เพราะเราไม่ได้ใช้แล้วก็เลยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่ถ้าคิดในอีกมุมนึงเราก็ไม่ต้องปล่อยความรู้สึกแย่ๆ ให้คนอื่นเค้ารับรู้ก็ได้หนิ
  • ติดต่อเพื่อนๆ ยากมากกกกกก บางคนรู้จักกันนะ ไปกินข้าวด้วยกัน ไปเจอกันบ้าง แต่ไม่เคยมีเบอร์โทร อีเมล์ หรือ LINE อะไรเลย คราวนี้จะติดต่ออะไรก็…งานเข้า เราจะไปคุยยังไงล่ะนี่ ต้องไล่ถามเพื่อนๆ เอา แถมที่แย่กว่าคือบางคนจำได้แต่ชื่อใน twitter อีก
  • ได้ใช้เวลาเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่กับครอบครัวกับแฟน และมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
  • ไม่มีการรบกวนจาก social media ทำให้ทำงานได้มากขึ้น (เยอะมาก) ทำอะไรก็เสร็จหมด ยิ่งวันที่ไม่มีละครเกาหลีนี่งานก็ยิ่งเสร็จแล้ว ฮ่าๆ
  • รู้สึกประหยัดค่าอินเตอร์เน็ตขึ้น อยากจะเปลี่ยน promotion อินเตอร์เน็ตเลยไม่ต้องใช้ unlimited แล้วถ้าไม่ได้เล่น social media แบบนี้
  • อ่านหนังสือมากขึ้น ปกติชอบตื่นมาเช็ค instagram ตอนเช้า แต่ก็เปลี่ยนมาอ่าน feed อ่านหนังสือแทน ก็เลยอ่าน Rework จบภายในช่วงเช้าของ 2 วันแรกที่ไม่ใช้ social media เลย
  • มีข้อสังเกตว่า แทบทุกเว็บและทุกแอพจะมีปุ่ม Share ไปยัง Social Media เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว

สิ่งที่เรียนรู้จากการไม่ใช้ social media 1 สัปดาห์

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากคือ เราเอาตัวเราไปผูกติดกับ social media มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเป็นเครื่องมือ หรือแง่ของสังคมที่เราใช้สื่อสารกับเพื่อนๆ ตลอดเวลาจนลืมสื่อสารกับตัวเองเรารู้จักคนอื่นมากขึ้นแต่เรารู้จักตัวเองน้อยลง 

ทุกวันนี้เรารับข่าวสารข้อมูลทุกอย่างตลอดเวลา เราบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อตัวเราเองเหมือนเราบริโภคอาหารขยะอยู่เสมอทำให้เราสุขภาพแย่ลง อ้วนขึ้น แต่การไดเอทก็ไม่ได้หมายถึงการที่เราจะอดอาหารไม่กินอะไรเลย แต่เป็นการหาจุดสมดุลของชีวิต เราต้องรู้จักเลือกที่จะบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเราในปริมาณที่พอดีและในเวลาที่ถูกต้องด้วย การใช้ Social Media รวมไปถึงเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน 🙂