Travel

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยวๆ มานานแล้ว วันนี้กลับมาพร้อมทริปเขาสามร้อยยอดกับเพื่อนๆ ที่ทำงาน ทริปนี้เกิดจากพี่ที่ทำงานชวนไปเที่ยวจันทบุรีแต่เตยไม่สะดวกไปเพราะร่ายกายไม่พร้อมก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเขาสามร้อยยอดแทน เป็นทริปสามวันสองคืนกับคนสี่คน เน้นไปเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานกันหลักๆ มี 5 แห่ง

ค่าบัตรเข้าอุทยาน

เสียค่าเข้าอุทยานกันก่อนเลยคนละ 40 บาท ต่างชาติ 200 บาท บัตรนี้สามารถใช้เข้าแหล่งท่องเที่ยวไหนก็ได้ในอุทยานกำหนดใช้ได้ 1 วัน ถ้าพักในที่พักของอุทยานจะสามารถใช้วันพรุ่งนี้ได้อีกหนึ่งวัน คุ้มมากกกกกกกกก… สามารถซื้อบัตรเข้าอุทยานได้ที่หน้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เลยค่ะ

ถ้ำแก้ว

ตอนแรกเราตั้งใจจะไปที่บึงบัวเขาสามร้อยยอดกันก่อนแต่ว่าหาทางไปไม่เจอเลยไปกันที่ถ้ำแก้วก่อน ที่ถ้ำแก้วเราต้องใช้ไฟฉายด้วย เตยเก๋ไก๋มากเอาไฟอ่านหนังสือของ Xiaomi ไป ใช้ได้ใช้ดีอยู่นะ แต่ถือลำบากเล็กน้อย ถ้าใครไม่ได้พกไฟฉายมาเขามีให้เช่าไฟฉายด้วย จากข้างล่างขึ้นไปถึงปากถ้ำไม่นานมากแต่ร้อนมากๆ เดินไปแปบเดียวเหงื่อออกทั้งตัวจ้าา พอใกล้ถึงปากถ้ำก็จะเริ่มรู้สึกถึงไอเย็นๆ ค่อยฟินหน่อย

เข้าไปในถ้ำจะออกแนวผจญภัยนิดๆ ขึ้นๆ ลงๆ ปีนป่ายเล็กๆ ในพอสนุกสนาน ไอเย็นๆ เริ่มเป็นเหงื่อเพราะเริ่มเหนื่อย ข้างในสวยดี เป็นหินงอกหินย้อย มีประกายเล็กๆ น่ารักๆ เดินไปปีนไปมาออกอีกทางนึง นั่งพักกันอยู่พักใหญ่ มีค่างแว่นมาปีนป่าย กระโดดหากัน และอุจจาระให้ดูด้วย นั่งมองหน้าและถ่ายรูปค่างแปบนึงก็เดินกลับลงไปออกทางเดิม

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ข้างๆ ที่ซื้อตั๋วมีบึงเล็กๆ อยู่ เห็นนกเล่นท่าทางเหมือนเล่นสกีอยู่แถวนั้นเลยถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าเป็นนกตีนเทียน

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

กลับจากถ้ำแก้วออกมาเราไปกินข้าวกันที่ร้านยกซด พนักงานแนะนำให้กินเมนูของใบชะคราม อร่อยอยู่เหมือนกัน คิดว่าถ้าเอาไปทอดกับไข่เจียวเหมือนไข่ชะอมน่าจะอร่อยอยู่เหมือนกัน

ถ้ำพระยานคร

หลังทานข้าวเสร็จเราไปต่อกันที่ถ้ำพระยานครเลย ระยะทางจะถูกแบ่งเป็นสองช่วงคือ เขาลูกแรกและเขาที่ขึ้นไปถ้ำพระยานคร ในระยะทางช่วงแรกเราสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งเรือเพื่อไปลงที่หาดแล้วค่อยเดินขึ้นเขาไป หรือว่าจะเดินข้ามเขาไป พวกเราเลือกเดินไปเพราะอยากประหยัด เขาลูกแรกยังสบายๆ ไม่เหนื่อยมากแต่ร้อนมากๆ วิวก็สวยพอจะชดเชยกันได้บ้าง เป็นวิวทะเลและหาด หมดเขาลูกแรกจะเจอป้ายบอกว่า “สุขภาพของท่านยังแข็งแรงดีอยู่” แหม่ะ!

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ที่หาดเราเห็นว่ามีบ้านพักอยู่ด้วยแล้วก็สามารถกลางเต้นท์กันได้ จากหาดเราต้องเดินขึ้นไปต่ออีกประมาณ 430 เมตร (ถ้าจำไม่ผิด) ก่อนขึ้นมีป้ายตั้งไว้ประมาณว่าให้ตรวจเช็คโรคประจำตัวก่อนขึ้น เขาไม่ได้ตั้งไว้ขำๆ นะเทอวววว์ เขาตั้งไว้จริงจังตามความหมายเลย เดินขึ้นไปไม่ทันถึงครึ่งทางเหนื่อยหอบไปหมด ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้ยิ่งเหนื่อย น้ำก็หมดอย่างไวเลย เหงื่อนี่ท่วมตัว มีหยุดพักตามทางกันบ้างเล็กน้อย

จนถึงจุดพีคที่แบบ..รู้ตัวว่าเหนื่อยมาก น้องที่ไปด้วยกันก็เริ่มมีอาการผื่นขึ้น ตาพร่า และหูอื้อ แต่เตยเหนื่อยมากแบบไม่อยากจะพูดอะไรกับใครทั้งนั้น เอาจริงๆ จำได้ว่าตอนนั้นหันไปคุยอะไรสักอย่างกับน้องหรือใครสักคนที่จำไม่ได้ว่าเป็นใครแล้วก็จำไม่ได้ว่าพูดอะไรด้วย รู้ตัวแต่ตอนหันไปบอกเพื่อนคนเวียดนามที่มาด้วยกันที่พยายามชวนคุยว่า “leave me alone. I’m in meditation.” จากนั้นในหัวก็มีแต่จะขึ้นไปให้ถึงแล้วก็นึกถึงเพลงนึงไว้ในหัวให้มันวนซ้ำๆ ไป แล้วค่อยๆ ก้าวช้าๆ ทีละก้าว คนอื่นหยุดตรงไหนเตยไม่สน เดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนใจใครทั้งนั้น ขึ้นไปถึงเห็นป้ายถ้ำ…โคตรดีใจแต่พอมองเห็นทางลงต่อไปก็ได้แต่ร้องในใจว่า “ชิบหาย ยังมีอีกหรอ” ไม่เป็นไรเราจะเดินไปเรื่อยๆ หันมาอีกทีน้องที่มาด้วยกันก็หยุดรอที่ปากถ้ำ ไม่เข้าถ้ำต่อแล้ว เราก็ทำเหมือนเดิม ไม่คุยกับใคร

เข้าไปถึงในถ้ำก็ยังไม่คุยกับใคร นั่งพักแล้วถ่ายรูปที่ออกมาก็สั่นโคตร พักแปบนึงก็เดินออกมา ได้ยินคนในถ้ำคุยกันว่าควรมาช่วง 10-11 โมงเช้าจะสวยกว่าเพราะแสงจะส่องลงมาพอดี แต่เราไปถึงตอนบ่ายแล้ว

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

พอออกมาจากถ้ำน้องก็ยังอาการไม่ดีเท่าไหร่ พอไปได้กลางทางก็ต้องหยุด ให้นอนราบลงไป คนที่เดินผ่านมาเห็นก็ใจดีเอาน้ำมาแบ่งให้ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ :) ระหว่างนั้นเราก็ถือโอกาสพักไปด้วยเลย พออาการดีขึ้นก็เดินกลับเหมือนเดิม ทางเดิม แล้วก็เดินข้ามเขาเหมือนเดิม

เอาจริงๆ รู้สึกชนะตัวเองมากเลยนะ เหมือนว่าตอนนั้นจะตัดสินใจหยุดก็ได้ แต่เราก็ยังเลือกเดินไป แล้วทำสำเร็จด้วย เย้

พอออกจากถ้ำพระยานคร เราไปที่พักที่จองกันเลย คืนนี้เรานอนกันที่บ้านกาหลงซึ่งที่พักอุทยาน บ้านหลังนี้จะอยู่คนละโซนกับบ้านหลังอื่นๆ เลย ไม่ได้อยู่ติดทะเลเหมือนหลังอื่นๆ แต่อยู่ริมภูเขา มีลิงเยอะมากกกกกกกกก ยุงก็เยอะมากกกกกก บ้างกาหลงมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องใหญ่มี 4 ที่นอน ห้องเล็กมีสองห้องนอน เป็นห้องแบบพัดลม แต่เพราะอยู่ใกล้เขาและยังมีฝนตกในคืนนั้นห้องก็เลยค่อนข้างเย็น ห้องเล็กจะอากาศถ่ายเทน้อยกว่าห้องใหญ่นิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วสภาพโอเคเลยค่ะ

จุดชมวิวเขาแดง

วันที่สองของทริปเราออกจากที่พักกันประมาณหกโมงเช้า เจ้าหน้าที่บอกว่าเดินจากข้างล่างขึ้นไปถึงยอดประมาณ 340 เมตร แต่ทางค่อนข้างโหด เป็นหินแทบตลอดทาง ข้างทางเป็นต้นไม้บ้าง ต้นกระบองเพชรบ้าง แล้วพื้นลื่นมากเพราะคืนก่อนหน้านี้ฝนตกถึงเที่ยงคืน เตยเตะหินไปหลายรอบเลย วันนี้ดีกว่าเมื่อก่อนหน่อยตรงที่อากาศเย็นกว่าเดิมมาก ถึงยังร้อนเหงื่อแตกอยู่แต่ไม่รู้สึกแย่เท่าเมื่อวาน

พอไปถึงช่วงแรกนี่ไม่สนใจถ่ายรูปอะไรทั้งนั้น เหนื่อย แล้วเจอตากล้องจับจองวางขาตั้งกล้องกันแบบไม่เผื่อให้คนอื่นถ่ายบ้างเลย…แถมยังเจอคนสูบบุหรี่ข้างบนด้วยจ้าาาา อันนี้อารมณ์เสียมาก เหนื่อยจะตายยังต้องมาเจอควันบุหรี่อีก เหมือนหนีอากาศเสียที่กรุงเทพไปเจอควันบุหรี่ซะงั้น เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ไปด้วยกันก็เจออีกมุมนึงที่กลิ่นบุหรี่มาไม่ถึงก็เลยไม่นั่งตรงนั้นกัน ซึ่งเอาจริงรู้สึกว่ามุมนั้นสวยกว่าด้วย พอหายเหนื่อยแล้วค่อยถ่ายรูปต่อ ที่นี่ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าที่สุดในทริปแล้ว ชอบมากๆ

ทริปเขาสามร้อยยอด

ทริปเขาสามร้อยยอด

ทริปเขาสามร้อยยอด

ลงจากเขาแดงมาก็ไปทานข้าวกันที่วัดแถวนั้น ใช้วิธีถามชาวบ้านแถวนั้นเอาว่ามีร้านอาหารเปิดที่ไหนบ้าง กินข้าวอะไรกันเสร็จเรากลับเข้าที่พัก อาบน้ำ และเก็บของเพื่อย้ายที่พัก พอดีพี่เค้าเจอที่พักที่ปราณบุรีลดราคาจากแอพ Hotelquickly เลยคิดว่าจะไปพักกันที่นั่นดีกว่า เป็นทางกลับกรุงเทพด้วย ที่พักใหม่ สภาพโอเค ราคาไม่แพง
ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ทุกครั้งที่เดินขึ้นเตยมักจะกลับมาพร้อมรอยเปื้อนตรงที่เดิมเสมอ เป็นรอยที่เกิดขึ้นเวลาที่เอาเสื้อไปเช็ดเหงื่อก่อนที่เหงื่อจะไหลเข้าตา

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอด

ถ้ำไทร

เป็นที่สุดท้ายที่เราจะไปเดินขึ้นเขากันแล้ว ที่นี่ไม่ได้โหดเท่าไหร่ แต่เพราะร่างกายทำงานหนักมาตั้งแต่วันแรกทำให้ขาเริ่มสั่น กลัวขาสั่นคุมการทรงตัวไม่ได้แล้วร่วงลงไปมากๆ หวาดเสียวมากกกกกกก ก็เริ่มบ่นๆ เปรยๆ เล็กน้อย อากาศยังร้อนเหมือนเดิม แต่ว่าคราวนี้เอาน้ำมาเยอะพอควร (เพื่อนถือไม่ใช่เราถือด้วย สบายเลย 555)

ไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดกัน

ในนั้นมีถ้ำ 2 ห้อง แต่ตอนแรกเข้าไปเจอห้องเดียวไม่เห็นทางเข้าอีกห้องเลยพูดว่า “ห๊ะ แค่นี้หรอ?” 5555 ส่วนอีกห้องนึงสวยกว่า ต้องปีนบันไดลงไปนิดหน่อย ที่นี่ต้องใช้ไฟฉายนิดหน่อย ไฟมือถือน่าจะไหวอยู่ค่ะ

ถ้ำไทร

ขาลงจากถ้ำเพื่อนที่ไปด้วยกันก็เดินหาไม้สำหรับเป็นไม้ค้ำไว้ให้ ตอนแรกแอบไม่เชื่อใจว่าจะใช้แล้วดีจริง แต่เห็นว่าเพื่อนคนนี้ชอบเดินป่าก็เลยเชื่อสักหน่อยก็ละกัน พอใช้เท่านั้นแหล่ะ เฮ้ย มันดีนะ เดินลงสบายกว่าเดิมเยอะเลย เหมือนมีขาที่สามที่ช่วยเรื่องการทรงตัว เพียงแต่ต้องหัดใช้สักแปบนึง ตอนหลังๆ เพื่อนก็เลยเดินนำให้ดูว่าต้องค้ำตรงไหน เดินลงตรงไหนถึงจะสบายกว่า ทำให้ยิ่งเดินง่ายกว่าเดิมมาก ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยด้วย

บึงบัวเขาสามร้อยยอด

ที่สุดท้ายของอุทยานแห่งชาติที่เราไปเที่ยวกัน ไปถึงกันประมาณ 4 โมงนิดๆ แดดก็ไม่มีแล้วคนก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมาเที่ยว ในขณะที่ก็เป็นที่ๆ สภาพแย่ที่สุดแล้ว เริ่มตั้งแต่หาทางเข้ายากมากกกกก พอไปถึงบึงบัวก็ไม่มีบัวซึ่งแอบทำใจมาประมาณนึงแล้ว แต่ว่ากลิ่นเหม็นมากๆ มีแต่ปลาตายส่งกลิ่นเหม็นหึ่งไปหมดจนเกือบอ้วกออกมา ถ้าไม่คิดอะไรมากพอเริ่มชินกลิ่นแล้วสะพานและศาลาก็ยังเป็นที่ๆ ถ่ายรูปได้อยู่แค่อย่าไปมองดูบึงมากก็พอ T_T
ทริปเขาสามร้อยยอด : บึงบัว

ออกจากบึงบัวเราไปปราณบุรีเพื่อไปเข้าที่พักที่จองไว้กันเลย แอบรู้สึกว่าเที่ยวแบบที่จะไปที่ไหนก็ค่อยจองโรงแรมแบบนี้ก็ดีนะ สนุกดี ไม่ต้องคิดมาก

ร้านแคร่ไม้

ร้านแคร่ไม้

วันถัดมาเราออกจากที่พักกันประมาณ 11 โมง และแวะทานข้าวกันแถวดอนหอยหลอดที่ร้านแคร่ไม้ ตอนแรกเฉยๆ ง่วงๆ พี่เค้าถามว่าแวะไหมก็บอกแวะค่ะ ไม่ได้คาดหวังอะไร ในร้านบรรยากาศดีมากๆ มีต้นไม้หัวใจให้ถ่ายรูปด้วย ที่สำคัญเหมาะแก่การนอนกลางวันมาก 555 ลมเย็นมากๆ มีคนเอาผ้าปิดหน้าแล้วนอนไปเลยด้วย

ที่นี่เราสั่งอาหารไปประมาณ 4-5 เมนู มีปลาหมึกไข่เค็ม, ฉลามผัดฉ่าแบบไม่เผ็ด, หอยนางรมทรงเครื่อง ประมาณนี้ ไม่ค่อยปลื้มฉลามรู้สึกว่าคาวไปหน่อย แต่ชอบหอยนางรมที่ได้เยอะดี 555

สรุป

ทริปนี้ใช้เงินรวมๆ ไปประมาณ 2,000 บาท เพราะทานอาหารทะเลกันบ่อยมาก เป็นทริปเดินป่าซึ่งไม่ได้เที่ยวแบบนี้มานานมากๆ แล้ว กลับมาเฟิร์มเลยจ้า ไขมันที่เอวหายก่อนเพื่อนเลย ปลื้มตรงนี้ที่สุด กลับมาแล้วรู้สึกว่าต้องออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น เยอะขึ้นเพื่อให้สามารถไปเที่ยวแบบนี้ได้อีก ไม่เป็นภาระของเพื่อนอีกต่อไป ฮา

Life update

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

พิธีกรรมในช่วงวันเกิดที่ทำมาเป็นปีที่สอง(หรือสามไม่รู้) นั่นคือการรวบรวมสิ่งที่ประทับใจในปีที่ผ่านมาตามจำนวนอายุ เป็นการทบทวนตัวเองและชื่นชมตัวเองไปพร้อมๆ กัน :)

  1. ไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ชอบมากๆ ได้ไปเที่ยวที่ๆ ถ้าไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ คงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้อย่างผับ, Glibhi Studio, พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน และได้ทำ Mission สำเร็จสองข้อนั่นคือ เล่นกับแมวญี่ปุ่นในสวนสาธารณะและถ่ายรูปกับกันดั้ม! คิคิ
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  2. ได้เจอคนใหม่ๆ เยอะเลย ทั้งน้องๆ ที่เรียนอยู่ในสาขาที่แตกต่างออกไปที่ไม่ใช่สาย IT รู้สึกดีที่ได้ฟังประสบการณ์จากคนที่หลากหลาย และยังได้เจอพี่ๆ ที่เก่งๆ ด้วย
  3. ครอบครัวสมุดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปีนี้ได้ลองใช้สมุดหลายแบบมากเลย และยังได้สมุดเป็นของขวัญจากโดมและจากเพื่อนด้วย
  4. ได้รู้จักการจัดบ้านแบบ Konmari ที่ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดบางอย่างไป ปกติเป็นคนชอบเก็บทุกอย่างไว้ แต่ Konmari ทำให้เตยรู้จักเลือกเก็บแต่สิ่งที่เตยชอบมากๆ เท่านั้น ผลจากการจัดบ้านวิธีนี้ทำให้อมยิ้มเล็กๆ เวลาเดินผ่านชั้นวางหนังสือและตู้เสื้อผ้า
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ลูกค้าสั่งสินค้าซ้ำๆ
  5. Catisfy มีลูกค้าสั่งซื้อของซ้ำถึง 4 ครั้งใน 4 เดือน ปลื้มมากกกกกก เขาบอกว่าเขาชอบที่เราทำ Made to order ได้ตรงตามใจเขา เข้าใจเขา
  6. Catisy มีลูกค้าจากหลากหลายประเทศมากขึ้น ช่วงแรกๆ มีแต่ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้มีคนไทยด้วยกัน, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย และยุโรป สนุกดีเหมือนส่งจดหมายให้เพื่อนทั่วโลก
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ได้ของขวัญจากลูกค้า
  7. ได้ของขวัญจากลูกค้า เพราะลูกค้ารู้สึกขอบคุณที่เตยช่วยเหลือและติดตามสินค้าที่(คิดว่าหาย)ให้และยังรีบแก้ปัญหาสินค้าที่หายไปด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่การ์ดเล็กๆ แต่ลูกค้าส่งมาให้หลายอย่างมาก ทั้งสมุด Leuchtturm, โปสการ์ด, กระเป๋าพลาสติกใส่ของ และขนม
  8. น้องผึ้งสอนทำ Shibori ได้คุยกับน้องผึ้งมากขึ้นทำให้รู้สึกได้ว่าเรามีเพื่อนที่มีความฝันคล้ายๆ กัน มีกำลังใจในการทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ยิงธนูครั้งแรก
  9. ลองเล่นธนูที่เขาใหญ่ครั้งแรก สนุกมากกก ได้แผลมาด้วยเพราะว่ายิงไม่ถูกท่า
  10. ป่วยบ่อยแต่ทำประกันสุขภาพไว้เรียบร้อย พอป่วยก็ไปหาหมอได้แบบไม่ต้องคิดมากทำให้หมดเรื่องเครียดไปหนึ่งเรื่อง นี่สินะที่เรียกว่า “อิสระ”
  11. ป่วยเป็น IBS และกระเพาะอักเสบทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง เมื่อก่อนอยากกินอะไรก็กิน อยากกินตอนไหนก็ค่อยกิน ไปซื้อของก็ดูแค่ว่าแคลลอรี่เยอะเกินไปไหม พอป่วยแล้วต้องงดอาหารหลายอย่างที่เราชอบกินทั้งนั้นเช่น อาหารที่มีส่วนผสมของนม ไอศครีม พิซซ่า กินไม่ได้เลย กลายเป็นต้องดูมากขึ้น เริ่มทำความเข้าใจอาหารมากขึ้น ค้นพบอาหารหลายอย่างที่คิดไว้ว่าไม่อร่อยชัวร์ แค่พอได้กินแล้วมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
  12. ลองเย็บอะไรเยอะมาก ทั้งกระเป๋า ปกสมุด ผ้าห่ม ที่ใส่บัตร ลองผิดลองถูกเอง (เรียกสั้นๆ ว่า “มั่ว”) จริงๆ งานผ้านี่สนุกนะถ้าทำเป็น…
  13. รู้จักคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันมากขึ้น เหมือนที่เคยอ่านในกฎของแรงดึงดูดเลย
  14. มีสมุดน่ารักๆ แบบที่คนมาเจอก็ชอบ จากที่เคยฝันว่า ฉันจะมีสมุดดีๆ ข้างในเต็มไปด้วยข้อมูลและรูปดีๆ วันนี้ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว มีน้องคนนึงเรียกสมุดของเตยว่า “สมุดมหัศจรรย์” เพราะจดทุกอย่างจริงๆ
  15. ได้ไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี เที่ยวกับเพื่อนๆ YWC สนุกดี ได้กินหอยนางรมไปเยอะมากกกก ฟินสุดก็ตรงนี้แหล่ะ ไปกินมาสองรอบเลยด้วย
  16. กลับมาอ่านนิยายหลังจากที่ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่สมัยม. ปลายแล้วเพราะรู้สึกว่าการอ่านแนวนี้ทำให้เราเสียเวลา อ่านสิ่งที่เป็นข้อมูลดีกว่า แต่บางครั้งเราก็แค่อยากพักผ่อนแบบที่พักจริงๆ บ้างเหมือนกัน
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี
  17. เขียน Morning pages มาได้ปีกว่าแล้ว สารภาพว่ามีบางวันที่ไม่ได้เขียน แต่รวมๆ แล้วเขียนติดต่อกันมาได้เรื่อยๆ เป็นประจำ เพราะรู้ว่าช่วงไหนไม่ได้เขียนจะหงุดหงิดง่ายขึ้น
  18. มีคนติดต่อมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากที่เขียนในบลอค หรือส่งอีเมลมาขอบคุณ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีความหมาย
  19. กล้าตอบโต้และ report สิ่งที่เราไม่ชอบและไม่เห็นด้วย
  20. ส่งโปสการ์ดและจดหมายให้กับคนที่ไม่รู้จักด้วย Post crossing และกิจกรรมที่คล้ายๆ Pen pal แต่เน้นให้เขียนเป็นจดหมายจริงๆ เพราะมันได้อารมณ์มากกว่าการส่งอีเมล
    สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k
  21. โดมซื้อสมุด Kikki-k ให้ ปลาบปลื้ม ชอบยี่ห้อนี้มานานแล้ว
  22. ค้นพบวิธีการตัดผ้าด้วยคัตเตอร์ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น 50% และซื้อกรรไกรใหม่ที่ดีกว่าเดิมมากกกกทำให้ชีวิตดีขึ้นมากกกกกก
  23. ไปเที่ยวสิงคโปร์ ไป Universal Studio ดูไฟและฟังเพลงที่ Gardens by the Bay เห็นความเจริญด้านการคมนาคมแล้วอิจฉาอย่างแรง ได้เจอร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ ที่มีของครบถ้วนมาก เห็นแล้วมีแรงบันดาลใจอยากเปิดร้านแบบนี้ในไทยบ้าง
  24. ได้ลองทำงานแปลจากพี่คนนึงที่หยิบยื่นโอกาสให้ สนุกดีนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าถ้าเราไม่ได้ชอบเนื้อหาที่แปลเราก็คงไม่สนุกขนาดนี้
  25. ได้ลองทำงานตำแหน่ง Product Manager ยิ่งได้เห็นกระบวนการของทั้งบริษัทก็รู้ว่าเตยชอบงานด้านพัฒนาสินค้านะ ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นก็ยิ่งชอบเหมือนได้ช่วยโลกทางอ้อม
  26. เวลาแก้ปัญหาหนักๆ ได้ รู้สึกฟินมากๆ ปีที่ผ่านมาได้เจอคนหลายแบบ ทำงานกับคนหลายสไตล์ เจอปัญหาก็มาก ต้องใช้กำลังภายในมากมายให้ผ่านจุดนั้นมาให้ได้เรียกว่าเครียดจนป่วย พอทำสำเร็จก็สบายใจ ภูมิใจ มีความสุขแล้ว
  27. ต่อจากข้อที่แล้ว ปีนี้เรียนรู้อย่างนึงว่า เตยอยากเป็นคนเก่งและคนฉลาด งานมีปัญหาก็อยากจะแก้ให้ได้ เรียกว่าเป็นคนชอบเอาชนะด้วย แต่ว่าปีนี้ได้นั่งคิดดีๆ ว่าสิ่งที่เราอยากเอาชนะนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการ..จริงหรอ? และรู้ทันทีว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ มันเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำมันต่อ เมื่อก่อนรู้ว่าคนเราควรต้องเน้นที่จุดแข็ง แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายจริงๆ พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้ตัวว่า..นี่เรากำลังทำจุดอ่อนของเราให้ดีขึ้นจนตอนนี้เราไม่มีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าเมื่อก่อนไปแล้ว
  28. ถ้าอ่านมาครบทุกข้อจะสังเกตได้อย่างนึงว่าปีนี้เตยเน้นเรื่องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก จากที่อ่านหนังสือมาหลายเล่ม เรียนมาหลายคอร์สทำให้รู้ว่าสิ่งที่เตยขาดไปก็คือการรู้จักตัวเองนี่แหล่ะ บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรอยู่ ปีนี้เตยสนใจเรื่อง Intentional living การรู้และเข้าใจตัวเองจึงสำคัญมาก บางที Ego มันบังตาเราไปเยอะจริงๆ ยิ่งเตยเป็นคนรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ไว (โดยเฉพาะคนใกล้ตัว) ความรู้สึกของคนอื่นเลยใหญ่กว่าของตัวเอง เหมือนเป็นคนที่ไม่รู้จักดูแลจิตใจตัวเอง ปีที่ผ่านมาเตยภูมิใจกับตัวเองนะที่เลือกไม่ทำบางอย่างถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะ”เคย”เป็นความฝันของเรา มันเหมือนเรายอมรับตัวเองมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น ทำให้ช่วงนี้เตยแอบชอบข้อความข้างล่างนี้เป็นพิเศษ :)

“Respect yourself enough to walk away from anything that no longer serves you, grows you, or makes you happy.”
—Robert Tew

Life update

เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ

จากคราวที่แล้วที่เขียนถึง สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k เตยยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอาไว้ใช้ทำอะไร แต่สุดท้ายจบลงที่การเป็น Gratitude journal ผสมๆ กับไดอารี่แบบสั้นๆ

Gratitude journal คือการเขียนบันทึกสิ่งที่ดีที่เรารู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจที่มีสิ่งๆ นั้น เพื่อฝึกให้มองโลกในแง่ดี เตยใช้หน้าปฏิทินรายเดือนในการเขียนบันทึกเพราะว่าช่องมันเล็กกว่า ทำให้เราไม่ต้องคิดเยอะ ตอนแรกใช้หน้าแบบรายอาทิตย์เขียนแต่รู้สึกว่าต้องเขียนเยอะๆ ให้เต็ม จนรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตมันน้อยละเกินเอามาเขียนยังไม่ได้เต็มเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เขียนได้อย่างมากก็ 2-3 อย่าง วันไหนเซ็งๆ เขียนได้แค่อันเดียวก็ไม่เครียดเพราะว่ายังไงก็ไม่มีที่ให้เขียนอยู่แล้ว ฮ่าๆ

ข้อดีอย่างนึงของการเขียนในปฏิทินรายเดือนแบบนี้คือ…เห็นภาพรวมทั้งเดือน พอหมดหนึ่งเดือนเราได้เห็นความสุขของเราทั้งเดือนแล้วเราจะคิดได้ว่า “เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ” เก๋ไหม 5555

gratitute_journal-1

เมื่อก่อนเห็น blogger ต่างประเทศเขียนกันแบบขอบคุณดินฟ้าอากาศ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณที่มีชีวิต เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ เธอขอบคุณอะไรเนี่ยนามธรรมมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ถึงสังเกตเห็นว่าวันไหนที่เราเซ็งจริงๆ อะไรก็ดูผิดที่ผิดทางไปหมด ร่างกายยังป่วยเลย เรากลับรู้สึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น อยากแนะนำให้ลองทำกันดูนะคะ มันง่ายมากๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ

gratitude-journal

ของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเตยแอบเพิ่มสีสันเข้าไปในหน่อยวันที่เตยชอบมากๆ หรือเป็นวันที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ ทำให้สมุดดูสดใสขึ้น สนุกขึ้นด้วย

แต่สำหรับใครที่เพิ่งมาลองเขียนแรกๆ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในวันนั้นก่อนเพราะอะไรที่เราทำเองเราจะรู้สึกดีได้อย่างจริงใจมากกว่า เช่นวันนี้ทำงานนี้เสร็จไปตั้ง50%, วันนี้เริ่มทำงาน A แล้วนะ, วันนี้ได้เดินเยอะๆ แข็งแรงเลย  จะเห็นว่าเตยก็มีวันแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเขียนก็รู้สึกแปลกๆ นะ แต่พอได้กลับมาอ่าน..มันก็ดูไม่แปลกอย่างที่คิดนะแถมยังทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้ด้วย :)

แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกวิธีของเตยคือ ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขแล้วค่อยเขียน 5555 ดูขำๆ แต่ทำจริงๆ แล้วได้ผลนะคะ มีอยู่วันนึงเตยอ่านหนังสือค้างไว้เลยนั่งอ่านให้จบแล้วก็เขียนว่าวันนี้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เย้! รู้สึกดีแถมยังทำอะไรที่ค้างไว้เสร็จแล้ว นี่มันโชคสองชั้นชัดๆ 5555

DIY งานผ้า

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อเดือนก่อนนู้นน้องผึ้งเจ้าของร้าน มะม่วง DIY และครูสอนมัดย้อม Shibori ส่งข้อความมาชวนไปย้อมผ้า Shibori ด้วยกัน ด้วยความใจง่ายก็เลยตอบรับอย่างรวดเร็ว 555 จริงๆ เตยเองอยากลองทำ Shibori อยู่แล้ว อยากเอามาใช้ทำปกสมุด Traveler’s notebook  และกระเป๋าที่กำลังหัดทำอยู่

น้องผึ้งเริ่มเล่าถึงความเป็นมาเล็กๆ น้อยๆ เล่าเรื่องของครามนิดหน่อย พอดีคนที่ไปเรียนกับน้องผึ้งวันนั้นมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่กันบ้างแล้ว จากนั้นน้องผึ้งก็สอนพับผ้าว่ามีวิธีพับแบบไหนได้บ้าง ทำแบบไหนให้สวย โดยหยิบวิธีที่น่าจะได้ใช้กับบ่อยๆ มาสอนก่อน แล้วค่อยให้ไปย้อมครามกันจริงๆ เรามีเวลาทำกันได้คนละ 3 ผืนลองกับผ้าสองแบบ ระหว่างย้อมน้องผึ้งก็สอนรายละเอียดเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟัง…ซึ่งถามว่าเตยจำได้ไหมก็บอกเลยว่า…ได้แค่นิดหน่อย >_< คิดว่าคงต้องลองทำอีกสักรอบสองรอบน่าจะเข้าใจมากขึ้น

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

ผลงานสำเร็จมีสามผืนตามรูปล่าง ผืนแรกซ้ายสุดเป็นการพับจากจุดกลางผ้าพับแล้วจะหน้าตา ทำเสร็จแล้วออกมาหน้าตาเหมือนพิซซ่าเล็กน้อย ฮ่าๆ ผืนกลางเตยพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วเอาไม้สามเหลี่ยมปิด แต่ว่าเตยพับไม่ค่อยเท่ากันทำให้ย้อมมาได้รูปไม่เท่ากันทั้งผืน ส่วนผืนขวาสุดเตยพับเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกันแต่ใช้ตะเกียบกับยางรัด แต่ผ้าออกมาลายแปลกๆ เพราะว่าผ้าชนิดนี้ไม่เหมาะกับการย้อม ทำให้ออกมาเป็นคราม (แต่จริงๆ ก็สวยอีกแบบนะ)

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

พอกลับมาบ้านก็ใช้ผ้าผืนกลางมาเย็บกระเป๋าต่อ ได้ออกมาเป็นรูปนี้ ยังเหลือเศษผ้าทำกระเป๋าได้อีกประมาณสองใบ ส่วนอีกสองผืนยังคิดไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไร แต่ตั้งใจว่าจะเย็บเก็บริมขอบผ้าไว้ก่อน เอามาทำผ้าพันคอก็น่าจะใช้ได้อยู่

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

คราวนี้อาจจะไม่ได้สาระอะไรจากเตยเท่าไหร่ เตยรู้เรื่องนี้น้อยจริงๆ แต่ถ้าต้องการสาระเรื่อง Shibori แนะนำให้ติดตามได้ที่ Facebook มะม่วง DIY และ Facebook Group Shibori Thailand ได้เลยนะคะ :)

Stationary

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เมื่อเดือนที่แล้วโดมไปสิงคโปร์แล้วแวะร้าน Kikki-K ซื้อสมุด Weekly Diary มาให้เป็นของฝาก ร้านนี้เป็นแบรนด์ที่เตยชอบมานานแล้ว ชอบที่ concept และสไตล์ของร้านที่เน้นเรียบๆ แต่เข้าใจง่ายและยังสวยด้วย แต่สมุดราคาค่อนข้างสูงทำให้ตอนที่ไปสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วทำใจซื้อยังไม่ได้

ตอนแรกเตยตั้งใจจะใช้เป็น Planner แต่ว่ามีสมุด Traveler Notebook ที่ทำเองไว้อยู่แล้วเลยใช้เล่มนี้เป็นสมุดไดอารี่ที่เอาไว้จดเป็นไดอารี่ว่าแต่ละวันเจอเหตุการณ์อะไรบ้างแทน เพราะว่าอยากฝึกทบทวนตัวเองก่อนนอน ถ้าใช้สมุดที่เป็นแบบ Daily คือมีวันละหนึ่งหน้าจะรู้สึกว่าต้องเขียนเยอะและโอกาสหยุดเขียนกลางทางจะเยอะกว่า คิดเอาเองว่าถ้าได้เริ่มเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้น่าจะดีนะ

คุ้นๆ ว่ารุ่นนี้มีประมาณ 3 สี แต่โดมซื้อสีฟ้ามาให้ ปกเป็นปกหนังมีสายรัดยางยืด หน้าปกมีเลข 16 ซึ่งก็คือปี 2016 อยู่ แล้วมีสติกเกอร์ Make it yours ซึ่งเตยเอาไปติดในสมุดจดแทนแล้ว 555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ข้างในมีที่คั่นมาให้เป็นสีชมพู มีข้อความเหมือนกัน ด้านหลังเป็นข้อความแนะนำสมุดซึ่งแน่นอนเตยก็เอาไปติดสมุดจดแล้วอีกเช่นเคย 555 หน้าแรกที่โดนบังไปเป็นพื้นที่สำหรับเขียนชื่อ ที่อยู่ email เอาไว้ให้เผื่อว่าทำหายไปจะมีคนใจดีช่วยส่งคืนมาให้ได้

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เปิดไปก็มีปฏิทินสองปีคือปี 2016-2017 สไตล์สมุดเล่มนี้จะเรียบๆ เน้นแสดงแต่สิ่งที่สำคัญ ถ้าใครชอบแนวกุ๊กกิ๊กน่ารัก เล่มนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่ ส่วนเนื้อกระดาษเตยเฉยๆ เพราะว่ามันเขียนไม่ลื่นเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้กระดาษของ Midori และ Muji ที่กระดาษลื่นมากๆ มารึเปล่าก็เลยเฉยๆ กับกระดาษของ Kikki-k

ปฏิทินรายปี สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

และยังมีหน้า Monthly ให้ด้วย หน้านี้เตยยังไม่ได้ใช้จริงจัง แต่มีคิดๆ ไว้ว่าจะทำเป็นที่จดสิ่งที่ดี 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อเป็นการฝึกคิด Positive thinking และรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่

หน้ารายเดือนในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เล่มนี้เป็นสมุดแบบ Weekly โดยเริ่มตั้งแต่อาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม 2015 เป็นต้นไป และเริ่มอาทิตย์ที่วันจันทร์ซึ่งปกติเตยชอบเริ่มอาทิตย์แบบนี้อยู่แล้ว

พอเปิดหน้ามาจะเจอช่อง 8 ช่องมีช่อง Notes อยู่อันแรก แล้วในแต่ละช่องวันที่จะมี AM, PM, Birthday ให้ด้วย แต่ส่วนตัวไม่ได้ใช้เลยเน้นเขียนไปเรื่อยๆ

Planner รายอาทิตย์ในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

วันไหนที่เป็นวันสำคัญต่างๆ อย่างวันแรกของปีก็จะมีกรอบข้อความให้ไปอ่านเนื้อหาบนเว็บต่อ

2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ถัดไปเป็นโซนของการจดบันทึกค่ะ เป็นหน้าว่างธรรมดา มีตีเส้นบรรทัดให้เขียนได้ง่ายๆ

หน้าจดบันทึกสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

โซนสุดท้ายเป็นโซนสัพเพเหระค่ะ มีพวก List อย่าง Website, หนังสือ, wishlist, หนัง, ร้านอาหาร และรายรับรายจ่าย ส่วนสุดท้ายเป็นวันหยุดของแต่ละประเทศซึ่งไม่มีไทย 5555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

 

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

นอกจากนี้ที่ปกหลังของสมุด เขามีช่องใส่ของให้ด้วย คล้ายๆ กับ Moleskine แต่ว่าเล่มนี้เป็นช่องที่เปิดด้านบน ข้างในแถมสติกเกอร์ให้ที่ตลกคือโดมซื้อสติกเกอร์แบบเดียวกันให้เพราะไม่รู้ว่ามีอยู่ในเล่มแล้ว 5555 แต่ก็ยังมีความแตกต่างนิดหน่อยคืออันนี้เป็นสติกเกอร์ขาวทึบแต่อีกอันเป็นสติกเกอร์ใส

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สติกเกอร์ของแถม กับ สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ไว้ถ้าเตยเขียนเติมเล่มนี้เยอะๆ แล้วจะเอามาโพสให้ดูอีกทีนะคะ