Select Page

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อเดือนก่อนนู้นน้องผึ้งเจ้าของร้าน มะม่วง DIY และครูสอนมัดย้อม Shibori ส่งข้อความมาชวนไปย้อมผ้า Shibori ด้วยกัน ด้วยความใจง่ายก็เลยตอบรับอย่างรวดเร็ว 555 จริงๆ เตยเองอยากลองทำ Shibori อยู่แล้ว อยากเอามาใช้ทำปกสมุด Traveler’s notebook  และกระเป๋าที่กำลังหัดทำอยู่

น้องผึ้งเริ่มเล่าถึงความเป็นมาเล็กๆ น้อยๆ เล่าเรื่องของครามนิดหน่อย พอดีคนที่ไปเรียนกับน้องผึ้งวันนั้นมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่กันบ้างแล้ว จากนั้นน้องผึ้งก็สอนพับผ้าว่ามีวิธีพับแบบไหนได้บ้าง ทำแบบไหนให้สวย โดยหยิบวิธีที่น่าจะได้ใช้กับบ่อยๆ มาสอนก่อน แล้วค่อยให้ไปย้อมครามกันจริงๆ เรามีเวลาทำกันได้คนละ 3 ผืนลองกับผ้าสองแบบ ระหว่างย้อมน้องผึ้งก็สอนรายละเอียดเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟัง…ซึ่งถามว่าเตยจำได้ไหมก็บอกเลยว่า…ได้แค่นิดหน่อย >_< คิดว่าคงต้องลองทำอีกสักรอบสองรอบน่าจะเข้าใจมากขึ้น

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

ผลงานสำเร็จมีสามผืนตามรูปล่าง ผืนแรกซ้ายสุดเป็นการพับจากจุดกลางผ้าพับแล้วจะหน้าตา ทำเสร็จแล้วออกมาหน้าตาเหมือนพิซซ่าเล็กน้อย ฮ่าๆ ผืนกลางเตยพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วเอาไม้สามเหลี่ยมปิด แต่ว่าเตยพับไม่ค่อยเท่ากันทำให้ย้อมมาได้รูปไม่เท่ากันทั้งผืน ส่วนผืนขวาสุดเตยพับเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกันแต่ใช้ตะเกียบกับยางรัด แต่ผ้าออกมาลายแปลกๆ เพราะว่าผ้าชนิดนี้ไม่เหมาะกับการย้อม ทำให้ออกมาเป็นคราม (แต่จริงๆ ก็สวยอีกแบบนะ)

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

พอกลับมาบ้านก็ใช้ผ้าผืนกลางมาเย็บกระเป๋าต่อ ได้ออกมาเป็นรูปนี้ ยังเหลือเศษผ้าทำกระเป๋าได้อีกประมาณสองใบ ส่วนอีกสองผืนยังคิดไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไร แต่ตั้งใจว่าจะเย็บเก็บริมขอบผ้าไว้ก่อน เอามาทำผ้าพันคอก็น่าจะใช้ได้อยู่

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

คราวนี้อาจจะไม่ได้สาระอะไรจากเตยเท่าไหร่ เตยรู้เรื่องนี้น้อยจริงๆ แต่ถ้าต้องการสาระเรื่อง Shibori แนะนำให้ติดตามได้ที่ Facebook มะม่วง DIY และ Facebook Group Shibori Thailand ได้เลยนะคะ :)

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เมื่อเดือนที่แล้วโดมไปสิงคโปร์แล้วแวะร้าน Kikki-K ซื้อสมุด Weekly Diary มาให้เป็นของฝาก ร้านนี้เป็นแบรนด์ที่เตยชอบมานานแล้ว ชอบที่ concept และสไตล์ของร้านที่เน้นเรียบๆ แต่เข้าใจง่ายและยังสวยด้วย แต่สมุดราคาค่อนข้างสูงทำให้ตอนที่ไปสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วทำใจซื้อยังไม่ได้

ตอนแรกเตยตั้งใจจะใช้เป็น Planner แต่ว่ามีสมุด Traveler Notebook ที่ทำเองไว้อยู่แล้วเลยใช้เล่มนี้เป็นสมุดไดอารี่ที่เอาไว้จดเป็นไดอารี่ว่าแต่ละวันเจอเหตุการณ์อะไรบ้างแทน เพราะว่าอยากฝึกทบทวนตัวเองก่อนนอน ถ้าใช้สมุดที่เป็นแบบ Daily คือมีวันละหนึ่งหน้าจะรู้สึกว่าต้องเขียนเยอะและโอกาสหยุดเขียนกลางทางจะเยอะกว่า คิดเอาเองว่าถ้าได้เริ่มเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้น่าจะดีนะ

คุ้นๆ ว่ารุ่นนี้มีประมาณ 3 สี แต่โดมซื้อสีฟ้ามาให้ ปกเป็นปกหนังมีสายรัดยางยืด หน้าปกมีเลข 16 ซึ่งก็คือปี 2016 อยู่ แล้วมีสติกเกอร์ Make it yours ซึ่งเตยเอาไปติดในสมุดจดแทนแล้ว 555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ข้างในมีที่คั่นมาให้เป็นสีชมพู มีข้อความเหมือนกัน ด้านหลังเป็นข้อความแนะนำสมุดซึ่งแน่นอนเตยก็เอาไปติดสมุดจดแล้วอีกเช่นเคย 555 หน้าแรกที่โดนบังไปเป็นพื้นที่สำหรับเขียนชื่อ ที่อยู่ email เอาไว้ให้เผื่อว่าทำหายไปจะมีคนใจดีช่วยส่งคืนมาให้ได้

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เปิดไปก็มีปฏิทินสองปีคือปี 2016-2017 สไตล์สมุดเล่มนี้จะเรียบๆ เน้นแสดงแต่สิ่งที่สำคัญ ถ้าใครชอบแนวกุ๊กกิ๊กน่ารัก เล่มนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่ ส่วนเนื้อกระดาษเตยเฉยๆ เพราะว่ามันเขียนไม่ลื่นเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้กระดาษของ Midori และ Muji ที่กระดาษลื่นมากๆ มารึเปล่าก็เลยเฉยๆ กับกระดาษของ Kikki-k

ปฏิทินรายปี สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

และยังมีหน้า Monthly ให้ด้วย หน้านี้เตยยังไม่ได้ใช้จริงจัง แต่มีคิดๆ ไว้ว่าจะทำเป็นที่จดสิ่งที่ดี 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อเป็นการฝึกคิด Positive thinking และรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่

หน้ารายเดือนในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เล่มนี้เป็นสมุดแบบ Weekly โดยเริ่มตั้งแต่อาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม 2015 เป็นต้นไป และเริ่มอาทิตย์ที่วันจันทร์ซึ่งปกติเตยชอบเริ่มอาทิตย์แบบนี้อยู่แล้ว

พอเปิดหน้ามาจะเจอช่อง 8 ช่องมีช่อง Notes อยู่อันแรก แล้วในแต่ละช่องวันที่จะมี AM, PM, Birthday ให้ด้วย แต่ส่วนตัวไม่ได้ใช้เลยเน้นเขียนไปเรื่อยๆ

Planner รายอาทิตย์ในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

วันไหนที่เป็นวันสำคัญต่างๆ อย่างวันแรกของปีก็จะมีกรอบข้อความให้ไปอ่านเนื้อหาบนเว็บต่อ

2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ถัดไปเป็นโซนของการจดบันทึกค่ะ เป็นหน้าว่างธรรมดา มีตีเส้นบรรทัดให้เขียนได้ง่ายๆ

หน้าจดบันทึกสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

โซนสุดท้ายเป็นโซนสัพเพเหระค่ะ มีพวก List อย่าง Website, หนังสือ, wishlist, หนัง, ร้านอาหาร และรายรับรายจ่าย ส่วนสุดท้ายเป็นวันหยุดของแต่ละประเทศซึ่งไม่มีไทย 5555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

 

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

นอกจากนี้ที่ปกหลังของสมุด เขามีช่องใส่ของให้ด้วย คล้ายๆ กับ Moleskine แต่ว่าเล่มนี้เป็นช่องที่เปิดด้านบน ข้างในแถมสติกเกอร์ให้ที่ตลกคือโดมซื้อสติกเกอร์แบบเดียวกันให้เพราะไม่รู้ว่ามีอยู่ในเล่มแล้ว 5555 แต่ก็ยังมีความแตกต่างนิดหน่อยคืออันนี้เป็นสติกเกอร์ขาวทึบแต่อีกอันเป็นสติกเกอร์ใส

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สติกเกอร์ของแถม กับ สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ไว้ถ้าเตยเขียนเติมเล่มนี้เยอะๆ แล้วจะเอามาโพสให้ดูอีกทีนะคะ

Review Year 2558

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนค่ะ

วันนี้เช้าวันที่ 1 มกราคม 2016 ปีนี้จะแตกต่างจากปีก่อนๆ ในเรื่องการตั้งเป้าหมายเล็กน้อยคือ เตยจะไม่บอกใคร เพราะสังเกตว่าพอบอกแล้วกลับทำไม่ค่อยได้ พอไม่บอกแล้วกลับทำได้ดีกว่า สำเร็จได้มากกว่า แต่เตยจะมาสรุปปีที่ผ่านๆ มาเหมือนเดิมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

Review Year 2015

ด้านการงาน

ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เยอะมากๆๆๆๆ จนปัจจุบันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่เตยบอกเลยว่า ย้อนกลับไปเตยก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเตยได้เรียนรู้จากงานทุกๆ งาน ยิ่งสิ่งที่ทำให้เครียดได้มากที่สุดก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เตยได้เรียนรู้มากที่สุดด้วยเช่นกัน ปีนี้ได้เห็นการทำงานของคนที่เป็น professional และไม่เป็น professional จนสามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจนจนเห็นไปถึงวิธีคิดบางอย่างของเขาเลย

พูดถึงเรื่องงาน ใครที่เคยมาติดต่อเตยไว้ทาง Line แล้วหาเตยไม่เจอ ติดต่อไม่ได้ ขอรบกวนแจ้งมาทางหน้า contact หน่อยนะคะ เตยโดนลบ Account จนต้องเปิดใหม่ รายชื่อเพื่อนก็หายไปหมดเลย T_T

ด้านการเงิน

ปีนี้ย่ำแย่ เงินเก็บหายเพราะเที่ยวเยอะไปหน่อย 555 ความคล่องตัวก็หาย หาเงินได้โดยรวมน้อยลง แต่หาเงินได้ด้วยงานที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้นเยอะกว่าปีก่อนๆ เยอะหลายเท่าตัว แต่พอไม่มีเงินมากแล้วทำให้เราได้มองเห็นชัดขึ้นว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน เราอยากได้อะไรกันแน่ พอมีเงินสิ่งที่เราอยากได้มันกว้างไง อย่างอยากได้บ้าน อยากได้เสื้อแบบนั้น อยากได้กระเป๋าแบบนี้ พอไม่มีเงินแล้วสิ่งที่อยากได้กลับเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากจริงๆ เราแค่อยากมีความสุขเวลาได้มีเวลานั่งคุยกับที่บ้านกับเพื่อนสนิท เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองสวย ย้อนกลับไปอย่างเดียวที่จะแก้คือจะทำการตลาดให้ขายของได้มากขึ้นกว่านี้และจะลงของขายมากกว่านี้ให้มีเงินเข้ามากขึ้น

ด้านความรัก

ปีนี้เรื่อยๆ เพราะคิดแต่เรื่องงานมากไปหน่อย 555 แล้วพอคบกันมานานแล้วก็เห็นและรู้ว่าอีกฝั่งเป็นคนยังไง เรื่องที่หงุดหงิดก็ยังมีบ้างเหมือนเดิมต้องค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นชัดเจนมากว่าโดมสนับสนุนเรามากแค่ไหน คอยช่วยเหลือเราอย่างดีมาตลอด ถึงปีนี้โดมจะมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้วแต่ก็ยังมาช่วยเรา ฟังเราบ่น แนะวิธีแก้ปัญหา แถมซื้อของให้เยอะเลย รู้สึกขอบคุณที่โดมมากๆ ถ้าไม่มีโดมชีวิตเราคงแย่กว่านี้ เครียดกว่านี้ และไม่กล้าเท่านี้

ด้านจิตใจ

ปีนี้เตยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก พยายามมีสติและรู้ตัวว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไรมากขึ้น นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นให้น้อยกว่าความรู้สึกของตัวเอง ที่พยายามทำแบบนี้เพราะว่า…ทำ personality test แล้วทุกอันพูดเหมือนกันว่าเป็นคนแคร์คนอื่นมากกว่าตัวเอง 555 ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ นานๆ ไปทำหลายๆ อันก็พูดเหมือนกันหมด ขนาดดูดวงยังมีคนบอกแบบนี้ ก็ลองถามโดมได้คำตอบมาแบบนั้นเหมือนกัน พอเริ่มสังเกตตัวเองขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

บางทีในใจเรารู้สึกว่าเราไม่ควรรับทำโปรเจคนี้ ถ้าทำจะต้องเครียดแน่ๆ แต่พอใช้สมองคิดอย่างเป็นระบบแล้วเห็นว่ามัน “ควร” ต้องทำเพื่อประโยชน์ 1, 2, 3 บลาๆ มีข้อเสียนิดเดียวก็เลือกอย่างที่สมองคิด ผลออกมาก็เป็นอย่างที่เรารู้สึกคือโปรเจคนี้มันเครียดและปัญหาเยอะอย่างที่รู้สึกจริงๆ อันไหนที่เลือกตามที่ใจบอกมาก็เป็นโปรเจคที่ดีจริงอย่างที่รู้สึก เป็นแบบนี้หลายๆ รอบ ประกอบกับว่าอ่านหนังสือและฟังโดมที่พยายามบอกให้เชื่อตัวเองให้มากๆ ก็เลยยิ่งพยายามสังเกตตัวเองมากขึ้น เชื่อตัวเองมากขึ้น

ด้านสุขภาพ

ปีนี้แย่เหมือนกัน แต่ยังรอดมาได้ 555 เริ่มต้นปีเดือนแรกด้วยรถชน ต้นขาช้ำอยู่หลายเดือน โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้ ต่อมาก็ป่วยๆ หายๆ ภูมิแพ้มาเยือน คออักเสบเป็นปกติ ไปเที่ยวก็อาหารเป็นพิษจนเป็นไข้จับสั่น หนาวไปถึงกระดูก สลับกับอ้วกทั้งคืนในคืนสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เดาว่าน่าจะมาจากหอยนางรมไม่สด (กินมาหลายตัวหลายวัน ดันมาจบที่ตัวสุดท้ายในร้านที่เรากินแค่ตัวเดียว!) ปลายปีก็ฟันมีปัญหาต้องผ่าตัดรากฟันไปหาหมอที่คลีนิค หมอบอกรักษาไม่ได้ต้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ พอไปคณะทันตะใกล้บ้านโดนอาจารย์หมอฟันพูดจาแย่ๆ แล้วยืนยันให้ถอนท่าเดียว แถมไม่ยอมอธิบายอะไรด้วยบอกให้ไปค้นใน google แทน งงเลยนึกว่าทำงานมานานแล้วจะดี สรุปไปคลินิคใหญ่ในห้างแทน หมอดีมากกกกก ใส่ใจสุดๆ แถมไม่ต้องถอนฟันเพราะเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีช่วยแล้ว จบท้ายปีวันสุดท้ายด้วยการล้างแผลผ่าตัดโดยหมอฟัน ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว กินไก่ทอดได้แล้ว แฮปปี้มาก หวังว่าปีหน้าจะไม่เจออะไรแย่ๆ อีก

อ่อ แต่ก็มีช่วงที่รู้สึกดีที่สุดของปีคือตอนกลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่น 4-5 แล้วพบว่าเอวหายไป 1 นิ้ว ขาเฟิร์มมากกกกก เพราะเดินทั้งวัน ช่วงนั้นมีความสุขกับความเฟิร์มของร่างกายมากๆ สงสัยต้องไปญี่ปุ่นอีก…อ้าว ไม่ใช่หรอ 555

ด้านความคิดสร้างสรรค์

ปีนี้อ่านหนังสือเยอะ เรียนเยอะ ได้เรียนทำเครื่องหนังด้วย ได้เรียน Shibori กับน้องผึ้ง ได้หัดทำกระเป๋าโดยเรียนจากหนังสือและเว็บ ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆ มาทดลองเยอะมากๆ ทั้ง Kraft tex, Dye-na-flow, สีอะคลิก, หนัง ฯลฯ ชอบมากเลยเวลาได้ทดลองของใหม่ๆ

ALIVE

เมื่อต้นปีที่แล้วตั้งไว้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่าง Alive เตยจะเลือกใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาจริงๆ ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่เรามีชีวิตชีวามากๆๆๆๆ ถึงจะมีบางเดือนที่เครียดจนนอนไม่หลับ สุขภาพแย่ แต่รวมๆ แล้วเตยรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่เตยได้ใช้ชีวิตจริงๆ

 

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

Anna Joyce เป็นนักออกแบบที่เตยแอบชื่นชมผลงานของเขาอยู่พักใหญ่แล้ว โดยงานของเขามักเป็นงานผ้า เช่นกระเป๋า เสื้อ หรือ ผ้าพันคอ Anna เป็นแบบอย่างของเตย อยากจะมีแบรนด์แบบ Anna Joyce Design ยิ่งได้อ่านสัมภาษณ์ของ Anna ก็ยิ่งชอบ พอรู้ว่าไอดอลของเตยออกหนังสือเล่มแรกก็รีบจับจองจาก Amazon ทันที หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Stamp Stencil Paint: Making Extraordinary Patterned Projects By Hand. ตอนซื้อเป็นช่วง Pre-order เลยซื้อได้ในราคา 14 เหรียญ แต่ตอนนี้หนังสือราคาเต็มคือ 27 เหรียญ

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

พอได้หนังสืออยู่ในมือแล้วรู้สึกชอบมากๆ เปิดอ่าน เปิดดูวันละหลายรอบ 5555 เพราะมีหลายๆ โปรเจคในเล่มนี้ที่เตยเคยทำเพื่อมาใช้เป็นปกสมุด Traveler’s notebook แต่ทำได้ไม่สวยอย่างงานของ Anna พอเห็นว่าเล่มนี้มีโปรโจคแบบนั้นด้วยเตยดีใจมาก รีบสอยเลยค่าา

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

หนังสือของ Anna แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามชื่อหนังสือคือ Stamp, Stencil และ Paint โดยจะมีโปรเจคในแต่ละส่วนประมาณ 7-8 โปรเจคครอบคลุมตั้งแต่โปรเจคง่ายๆ อย่างงานกระดาษ งานผ้า ไปจนถึงงานตกแต่งถ้วยชาม และยังทำให้เห็นด้วยว่าในแต่ละเทคนิคสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง โดยจะสอนตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ไปจนจบเป็นชิ้นงานเลย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

อย่างในส่วนของ Stamp หรือการปั้มพิมพ์ภาพ นอกจากจะสอนการทำตัวปั้มแล้วยังสอนด้วยว่าจะเอาไปใช้เป็นแพทเทิร์นยังไงได้บ้าง

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ในส่วนของ stencil ก็เช่นกัน มีสอนทำแบบและให้แบบแม่พิมพ์มาท้ายเล่มด้วย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ส่วนสุดท้ายคือ Paint เป็นส่วนที่เตยชอบที่สุด มีเทคนิคหลายๆ แบบที่เตยเคยเรียนสมัยเด็กๆ แต่ Anna ก็ทำให้เห็นว่าเตยสามารถนำเทคนิคนี้มาใช้ยังไง วัสดุอุปกรณ์ควรใช้แบบไหน ที่อยากลองที่สุดตอนนี้คือ Solar print scarf แต่ยังหาซื้ออุปกรณ์ไม่ได้เลย

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ส่วนข้อเสียของหนังสือเล่มนี้คือที่เห็นแล้วแอบขัดใจนิดหน่อยก็คือ รูปขั้นตอนการทำเล็กไปหน่อย ถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษไม่เป็นมาดูหนังสือเล่มนี้อาจไม่ค่อยเข้าใจ เพราะรูปเล็กและมีน้อย แต่ว่าถ้าใครอ่านภาษาอังกฤษได้ก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ เขียนได้เข้าใจง่ายอยู่เหมือนกันค่ะ

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

เตยลองเอาผ้าที่เตรียมไว้สำหรับทำปกสมุดมาลองทำตามที่ Anna สอนในหนังสือหลายๆ แบบดู ตอนนี้ใช้ไปแล้วครึ่งนึง อีกครึ่งนึงยังไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรต่อดี ถ้ายังคิดไม่ออกอาจทำเป็นปกสมุดเหมือนเดิม

หนังสือ Stamp Stencil Paint โดย Anna Joyce

ครึ่งแรกที่เตยทำเสร็จแล้วเตยเอามาต่อกันกับผ้าลินินที่เหลืออยู่เตยเอามาทำเป็นผ้าห่มผืนแรกในชีวิต ที่เลือกทำผ้าห่มเพราะว่าอยากทำ quilt บ้าง แต่ด้วยความที่ทำลนๆ รีบๆ อยากให้เสร็จภายในวันนั้นเลย งานเลยออกมาเบี้ยวมากกกกกกก เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีคนทำคอร์สสอนการเย็บผ้าห่มผืนใหญ่ๆ มันแอบยาก ยิ่งจักรเย็บผ้าของเตยเป็นรุ่นค่อนข้างเล็ก พื้นที่ในการทำงานก็น้อยด้วยทำให้ด้ายพันกันบ่อยมาก หมดแรงทำงานกันเลย แต่พอเห็นผลงานออกมาแล้วก็ภูมิใจมากนะ :)

ค้นหางานที่ชอบ : ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป

ค้นหางานที่ชอบ: ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เตยใช้เวลาส่วนใหญ่จัดบ้านตามหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying: A simple, effective way to banish clutter forever เขียนโดย Marie Kondo (มีแปลไทยออกมาแล้วแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้) หลักการสำคัญของการจัดบ้านตามแบบ Konmari ที่หนังสือเล่มนี้เสนอคือการเก็บเฉพาะของที่ทำให้เรามีความสุขหรือ Spark joy แล้วให้ทิ้งของที่ไม่ Spark joy ออกให้หมด

โดยมี testimonial ของลูกค้าที่จัดบ้านตาม Konmari ที่ทำให้เตยรู้สึกสนใจและมองเห็นภาพของ Konmari ที่มันกว้างขึ้น

After your course, I quit my job and launched my own business doing something I had dreamed of doing ever since I was child.

และมีข้อความของ Marie ที่พูดถึงประโยชน์ของการจัดบ้านตามแบบนี้ว่า

A dramatic reorganisation of the home causes correspondingly dramatic changes in lifestyle and perspective. It is life transforming.

อ่านแล้วทุกคนคงคิดเหมือนเตยว่า โห อะไรจะขนาดนั้น การจัดบ้านช่วยได้ขนาดนี้เลยหรอ?

ตอนนี้เตยจัดบ้านไปได้ประมาณ 2 ส่วนคือ เสื้อผ้า และหนังสือ (เตยค่อยๆ ทำอาทิตย์ละหนึ่งหมวดค่ะ) เตยเริ่มเห็นแล้วว่า ทำไมคนถึงรู้สึกแบบนั้นกัน ทำไมเขาถึงบอกว่ามันเป็น life transforming หรือการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

การจัดบ้านตามแบบ Konmari ช่วยให้เตยมองเห็นว่าสิ่งไหนที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่เราควรทิ้งไปได้แล้ว Marie สอนให้เราเริ่มจากสิ่งง่ายๆ อย่างเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยไปที่หนังสือ กระดาษ ของใช้ในบ้าน และของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ พอเราจัดการทิ้งสิ่งที่เราไม่ชอบได้แล้ว เราเริ่มรู้ตัว มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราเริ่มแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้เราชอบหรือไม่ชอบอย่างไร

การค้นหางานที่ชอบก็ไม่ต่างกัน ตัวเรารู้อยู่แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่บางครั้งสมองเราก็ทำงานให้เราดีเกินไป มันช่วยคิดให้เราว่าสิ่งไหนดีที่สุด จนเราลืมมองไปว่า สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็ได้

ดังนั้นวิธีการที่สำคัญในค้นหาการที่ชอบคือ การเลิกทำสิ่งที่ไม่ชอบออกไป และเลือกทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

พูดง่ายแต่ทำยากใช่ไหมคะ? เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราไม่ชอบทำอะไร วิธีการของเตยที่เตยชอบทำก็คือการคุยกับตัวเอง (แต่อย่าพูดคนเดียวกลางรถเมล์หรือรถไฟฟ้านะคะ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด) เตยมักใช้การเขียนมาช่วย โดยการหาเวลาเงียบๆ อยู่คนเดียว หามุมที่รู้สึกสงบ มีปากกา กระดาษเตรียมไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียน แรกๆ เราจะคิดไม่ออกแล้วจะนั่งจ้องหน้ากระดาษก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ให้เริ่มเขียนไปว่า ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ถ้ารู้สึกว่าง่วงก็ให้เขียนว่าง่วง เดี๋ยวมีงานต้องทำก็เขียนๆๆๆ ออกมาให้หมด ถ้าสงสัยอะไรก็เขียนคำถามไป เช่น วันนี้กินอะไรดี แล้วคำตอบมันจะค่อยๆ มาเอง เขียนๆ ไปไม่ต้องคิดว่าถูกหรือผิด เพราะตอนนี้เราไม่ต้องการใช้สมอง แต่เราต้องการคุยกับใจเราเอง แรกๆ สิ่งที่เราเขียนจะสับสนวุ่นวายมากก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ค่อยๆ เขียน เขียนบ่อยๆ เขียนทุกๆ วันแล้วจะดีขึ้น การเขียนจะทำให้เรามองเห็นตัวตนของเรามากขึ้น

 

ลองเขียนกันดูนะคะ การเขียนช่วยเตยตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างมาแล้ว เพราะเตยเขียนทุกวันจนเห็นว่าเราทุกข์เรื่องไหนมากๆ บ้าง ทำให้เตยสามารถลดทอนตัดสิ่งนั้นออกไปได้ง่ายขึ้นและมองเห็นงานที่ทำแล้วสนุกมากขึ้นด้วย เรามา Konmari ชีวิตการงานเรากันนะคะ