Celebrate June

ที่ผ่านๆ มา เตยมักเขียนสรุปแต่ละเดือนและเขียนเป้าหมายของเดือนหน้าเอาไว้ใน Celebration & intention แต่สังเกตเห็นว่า การเขียนเป้าหมายให้คนอื่นอ่านไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งทำได้น้อยลง พอไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่าน แต่เขียนในสมุดจดของตัวเองได้ผลดีกว่ามาก พอรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้ตามที่เขียนก็รู้สึกแย่ลงและเลิกเขียนไป

แต่เตยเป็นคนประเภทชอบเขียนงานที่เสร็จแล้วลงใน to do list เพื่อที่จะได้เช็คว่าได้ทำสิ่งนี้ไปแล้วนะ เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า เหมือนว่าสิ่งที่เราทำนั้นประสบความสำเร็จไปแล้ว และที่ผ่านๆ มาเตยก็ชอบการเขียนสรุปเดือนที่แล้วว่ามีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง เตยได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองเห็นเรื่องดีๆ ในชีวิตมากขึ้น

เตยตั้งใจว่าจะปรับใหม่ เลิกเขียนเป้าหมายในเว็บซะ (แต่ยังเขียนในสมุดจดส่วนตัวเหมือนเดิมนะคะ ก็เตยเป็น Goal getter นี่ เลิกเขียนเป้าหมายไม่ได้หรอก 555)

มาเริ่มเขียนของเดือนที่ผ่านมานี้กันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • เริ่มงานใหม่ที่ตรงกับตัวเองมากกว่าเดิม ที่ผ่านมา 7 เดือนครึ่งที่ได้ลองทำสิ่งที่คิดว่าชอบอย่างจริงจัง มีชีวิตแบบที่ชอบ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ แต่สิ่งสำคัญอย่างนึงที่เตยได้เรียนรู้ก็คือ ถ้าเรายังมีปัจจัย 4 ไม่ครบถ้วนก็ยากที่จะทำให้จิตใจของเราโฟกัส มุ่งมั่นกับการทำอย่างอื่น พอได้มีโอกาสทำงานประจำที่เข้ากับตัวเรามากๆ และยังเป็นสิ่งที่เราชอบและเชื่อ แถมยังช่วยให้เรามีปัจจัยสี่ครบถ้วน โอกาสแบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ก่อน

เรียนเปิดร้านใน Etsy

  • เริ่มเขียน Ebook เกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy ที่ผ่านมามีคนเข้ามาถาม เข้ามาติดต่อทาง Handmadebiz อยู่เสมอว่าอยากให้เปิดคอร์สเกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy เมื่อสามสี่เดือนที่แล้วก็เลยโพสแบบฟอร์มให้คนที่สนใจเข้ามาสมัครไว้ ปรากฎว่ามีคนเข้ามาสมัครเรื่อยๆ เลย จากตอนแรกเฉยๆ ตอนนี้เริ่มกดดัน จนตัดสินใจทำอะไรสักอย่างโดยเริ่มจากการเขียนเป็น Ebook ก่อน

Creative juice

  • มี Energy กลับมาทำงานฝีมือมากขึ้น เมื่อก่อนมีความกังวลเรื่องเงินว่าจะขายของได้ไหม งานที่ส่งลูกค้าไปจะโอเคไหม มีหลายอย่างที่ต้องคิดมากทำให้ไม่ค่อยรู้สึกอยากทำงานฝีมืออะไร รู้สึกเหนื่อยๆ ตอนนี้ถึงยังมีเรื่องให้คิดมากขึ้นแต่ก็เริ่มกลับมาเป็นคนที่ทำโน้นทำนี่ตลอดเวลาเหมือนเดิมแล้ว
  • ได้ลองงานใหม่ๆ ช่วงสองสามเดือนมานี้ได้เจอคนหลากหลาย และมีคนเสนองานแปลที่เราอยากลองมานานแล้วมาให้ทำ รู้สึกสนุกกับงานที่ทำมากเลย ถึงไม่ชอบเท่ากับงานฝีมือ แต่ก็สนุกเป็นอันดับรองลงมาเลย

สมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4

  • ลงสินค้าใหม่เป็นสมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4 หรือขนาด Midori regular size เริ่มมีลูกค้าเห็นและมาทยอยซื้อสมุดขนาดนี้แล้วด้วย

เล่น Postcrossing แลกโปสการ์ดกับเพื่อนต่างชาติ

  • กลับมาเล่น postcrossing อีกครั้ง Postcrossing เป็นการแลกเปลี่ยนโปสการ์ดกัน โดยเราจะไม่รู้ว่าใคร ประเทศไหนจะเป็นคนส่งมาให้เรา เตยเคยเล่นเมื่อนานมาแล้วและหยุดเล่นไปเป็นปี กลับมาส่งใหม่คราวนี้รู้สึกว่าสนุกขึ้นมากเลย เพราะเขียนภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น ทำให้เราเล่าเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เริ่มฉลาดแล้วด้วย ส่งทีเดียว 5 ใบเลย 555 ไม่ต้องมานั่งส่งทีละใบ หา Stamp ทีละใบ แต่ค่าส่งโปสการ์ดแพงเหมือนกันนะ ส่งไปต่างประเทศ 15 บาทส่งในไทย 3 บาท

 

Shopping อุปกรณ์งานฝีมือและเครื่องเขียนในสิงคโปร์

ต้นเดือนที่ผ่านมาเตยได้ไปสิงคโปร์มา ก่อนไปตั้งใจว่าจะไปร้านขายเครื่องเขียนแน่นอน เพราะรู้ว่าที่สิงคโปร์มีขายอุปกรณ์งานฝีมือค่อนข้างเยอะกว่าในประเทศไทย แต่หาข้อมูลไม่ได้ค่อยทำให้ไม่รู้ว่าต้องไปร้านไหนเป็นพิเศษ จนกระทั่งก่อนไปหนึ่งวันเตยค้นเจอว่าที่สิงคโปร์ใช้แอพ Yelp กันเยอะ พอลองใช้ดูทำให้เจอหลายๆ ร้านและได้ไปจริงๆ หลายที่เหมือนกัน วันนี้เตยจะมาบอกลายแทงให้ว่าจะไปหาซื้ออุปกรณ์งานฝีมือ หรือเครื่องเขียนได้ที่ไหนบ้างในสิงคโปร์ค่ะ ร้านที่เตยไปส่วนใหญ่จะอยู่เส้นที่ติดกับรถไฟฟ้าทั้งนั้นนะคะ

วันแรกที่เตยไปถึงได้เจอเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ เพื่อนก็เล่าว่าคนสิงคโปร์ค่อนข้างเด่นเรื่องการเงินกัน ส่วนด้านศิลปะไม่ค่อยเด่นมากเท่าไหร่ ร้านงานฝีมือก็เลยมีน้อย แต่พอวันหลังๆ ที่เตยได้ไปเดินแล้วพบร้านเครื่องเขียนเยอะมาก และใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ของก็มีความหลากหลายมาก น่าจะเป็นเพราะสิงคโปร์เป็นเมืองท่าด้วยทำให้มีสินค้าจากหลากหลายที่

Papermarket

ร้านนี้ตั้งอยู่ใน Plaza Singapura ชั้น B1 หน้าบันไดเลื่อนเลย เตยไม่ได้ถ่ายรูปในร้านมา แต่จะเล่าคร่าวๆ ว่าของในร้านนี้เป็นอุปกรณ์ทำ Scrapbook ล้วนๆ คล้ายๆ Mindmemory ในกรุงเทพ แต่ว่าของในร้านเยอะกว่ามากเลย โดยเฉพาะพวก Pocket scrapbook หรือ Project Life พูดง่ายๆ คือถ้าจะหาของทำ scrapbook ต้องเป็นร้านนี้เลยค่ะ

เท่าที่ลองเทียบๆ ดูแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าของราคาไม่ได้ถูกมากเท่าไหร่ ถ้าซื้อเยอะๆ ซื้อออนไลน์ส่งตรงจากอเมริกาน่าจะถูกกว่า แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ราคาถูกกว่าไทย และถ้าไปช่วงที่ลดราคาได้จะดีมาก ลดกันจริงจัง 40-60% ตอนที่เตยไปได้ลด 40% เพื่อนที่สิงคโปร์บอกว่าบางทีเขาลด 60% เลยด้วย

อ่อ ร้านนี้มีหลายสาขานะคะ แต่เพื่อนบอกว่า สาขานี้ของเยอะ

Singapore-PaperMarket

Art Friend

ร้านนี้ยังอยู่ใน Plaza Singapura อยู่ติดกับร้าน Papermarket เลย หน้าร้านดูแคบๆ เล็กๆ จนเกือบไม่เดินเข้าไปดูแล้ว แต่พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ ตกใจกับความใหญ่ของร้าน ร้านนี้เป็นร้านที่เตยประทับใจมากที่สุดในบรรดาทุกๆ ร้านที่ไปมา ร้านนี้อารมณ์คล้ายๆ เป็นร้านสมใจนึกที่ใหญ่เหมือน Officemate

เตยถ่ายรูปร้านนี้มาเยอะหน่อยเพราะประทับใจ อยากมีแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง 555

art-friend-singapore

เดินเข้ามาเลี้ยวซ้ายโซนแรกจะเป็นพวกสีต่างๆ คือมีสีทุกแบบ อะคริลิค สีน้ำ สีน้ำมัน สีหมึก ยี่ห้อก็หลากหลายมีเยอะมากๆ แถมหลายๆ อย่างราคาถูกมากด้วยจนคิดว่าคำนวณผิด คำนวณแล้วคำนวณอีก เฮ้ยถูกอะ มีตัวนึงจำได้ว่าที่ไทยซื้อมา 450 บาท ไปเจอที่ญี่ปุ่น 200 บาท มาเจอในร้านนี้ 100 บาท!! เสียดายที่ไม่พร้อมขนกลับบ้านเพราะเอามาแค่เป้ใบเล็กเอง

ส่วนพวกกาว Mod Podge ก็เยอะมากๆ มีทุกรูปแบบ แต่อันนี้ไม่ได้เช็คราคามา เพราะจำราคาที่ไทยไม่ได้ค่ะ

art-friend-singapore-1

ซอยถัดมาก็เป็นพวกแฟ้ม อุปกรณ์วาดรูป พูดง่ายๆ มีแทบทุกอย่าง อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยก็มี แต่ไม่เยอะมาก อย่างรูปล่างด้านซ้ายคือ อุปกรณ์ทำเครื่องประดับ อย่างตัวล็อค ตัวหยุด มีเอ็นร้อยลูกปัด ซิป มีผ้าสักหลาดแบบหนาๆ ขายด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเมืองไทยไม่ค่อยมีขาย ถึงมีก็เป็นแบบบางอย่างเท่านั้น

อ่อ ที่นี่มีพวกอุปกรณ์จัดปาร์ตี้ด้วยนะคะ

art-friend-singapore-2

รูปล่างซ้ายมือคือ โฟมอัดรูป ดูโซนนี้แล้วรู้สึกว่า ถ้าสมัยเรียนมีอะไรแบบนี้ชีวิตคงดีกว่านี้มากเลย อุปกรณ์ทำโมเดลก็เยอะเหมือนกัน มีพวกตัวอักษรไม้ด้วย มีกล่องไม้อัด มีกล่องโฟมอัดใบเล็กๆ เอามาทำของขวัญได้ มีไม้ที่เอาไปต่อเป็นกรอบรูปได้ด้วย

รูปขวาเป็นผ้าใบวาดรูป มีทุกขนาด แล้วไม่ได้มีนิดๆ หน่อยๆ แบบ B2S ที่นี่คือมีเยอะมากๆ มีแบบวงกลมด้วย แบบวงกลมนูนขึ้นมาก็มี ดูแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมพวก blogger ที่อยู่สิงคโปร์เขาหาอุปกรณ์งานฝีมือได้เร็วและแปลกตาดี ก็มีให้เลือกเยอะซะขนาดนี้

ส่วนราคาแลกคุณภาพเท่าที่ดู พวก canvas วาดรูปก็มีหลายเกรดแบบไทยนะ ราคาก็ตามเกรด จำราคาไทยไม่ได้เลยไม่กล้าฟันธงว่าถูกกว่าไหม ส่วนโฟมอัดรู้สึกว่าคุณภาพดีกว่าของไทย ดูแน่นๆ แต่อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้เจอแบบนี้ขายในไทยด้วย

art-friend-singapore-3

ที่มั่นใจว่าถูกกว่าไทยคือ ขาตั้งเฟรมนี่แหล่ะ เคยจะซื้อแบบคล้ายกันใน B2S แล้วจำได้ว่าราคาประมาณ 400-500 บาท เตยเทียบกับราคาใน B2S เพราะว่าเป็นร้านในห้างเหมือนกันและเข้าใจง่ายด้วยนะคะ

รูปขวาล่างนี้เป็นพวกตัวห้อยซิป บางลายเคยเห็นในสำเพ็งแล้ว แต่บางลายก็ยังไม่เคยเห็น อันนี้ไม่ได้เช็คราคาเพราะคิดว่าน่าจะแพงกว่าอยู่แล้ว แต่ความคิดเห็นส่วนตัวเท่าที่ดูแล้วคือ ของเค้าดูเนี้ยบกว่าแต่ยังไม่เท่ากับที่ญี่ปุ่นค่ะ

art-friend-singapore-4

อีกโซนนึงที่ชอบมากกกกกกก ในร้านนี้คือโซนกระดาษ เพราะมีเยอะมากกกกกกกกกก มีแทบทุกสี ทุกความหนา มีโซนที่ทำกระดาษเป็นการ์ดสำเร็จรูปให้เรียบร้อย มีซองกระดาษจดหมายขายด้วย แล้วไม่ได้มีนิดๆ หน่อยๆ นะคะ มีทุกสี สีทอง สีเงินก็ยังมี อิจฉาคนที่สิงคโปร์ก็ตรงนี้แหล่ะ ฮ่าๆ

art-friend-singapore-5

Spotlight

ยังอยู่กันที่ Plaza Singapura นะคะ ร้านนี้อยู่ชั้นบนๆ เลยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชั้น 4 ค่ะ ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในบรรดาทุกร้านที่ไปมา คือประมาณครึ่งนึงของชั้นเป็นร้านนี้ค่ะ

Singapore-Spotlight-2

เตยทำรูปให้ดูด้วยว่าใหญ่ขนาดไหน ตอนแรกเข้าไปเดินแปบๆ ก็ออกเพราะมีแต่ผ้าที่เอามาทำผ้าม่านเป็นส่วนใหญ่ด้วย ส่วนตัวคิดว่าที่นี่ผ้ามีลายหลายหลายดี แต่ครึ่งนึงก็เป็นแนวดอกไม้สไตล์แขกๆ หรือไม่ก็เป็นผ้าที่เอาไว้ทำผ้าคลุมผมของอิสลาม

ส่วนผ้าพิมพ์ลาย โดมบอกว่าผ้าไทยดีกว่า ส่วนเตยคิดว่าเนื้อผ้าคล้ายๆ พวกผ้า 3 เมตร 100 ที่พาหุรัด เนื้อจะหยาบๆ หน่อยแต่ราคาที่นี่แพงกว่ามากเลยค่ะ

Spotlight-singapore

ออกจากร้านมาได้นิดหน่อยเห็นอีกประตูนึง บอกโดมว่า เดี๋ยวเข้าไปดูแปบนึงนะ ด้วยความเข้าใจว่าคงเป็นอีกโซนนึงเล็กๆ พอเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ เฮ้ยยย ใหญ่มาก โซนแรกที่เดินเข้าไปคือโซนผ้า โซนต่อมาเป็นโซนกระดาษ มีอุปกรณ์ Scrapbook เพียบเลย พวกแฟ้ม ซอง เยอะกว่าร้าน Papermarket อีก แต่ราคาก็โหดกว่าหลายอย่างเหมือนกัน ถ้าใครหาอะไรเป็นพิเศษแนะนำให้ดูที่ร้าน Papermarket ก่อนค่อยมาร้านนี้ ร้านนี้มีกาว มีโฟมอัด คล้ายๆ Art friend แต่น้อยกว่าค่ะ

ที่มีเยอะกว่า Papermarket และ Art friend คือ พวกอุปกรณ์แต่งบ้าน จัดปาร์ตี้ ที่นี่มีเยอะมาก มีหน้ากาก หลอด จาน ครบทุกอย่างเลยค่ะ

Spotlight-singapore-1

อีกโซนนึงที่เดินหลงเข้าไปคือโซนลูกปัด บอกเลยว่าเยอะมากกกกกกกก ทั้งแผงเป็นลูกปัดค่ะ ใครทำเครื่องประดับน่าจะชอบโซนนี้

Spotlight-singapore-2

ที่นี่จริงๆ คือเน้นงานผ้าเป็นหลัก อุปกรณ์เกี่ยวกับผ้าก็เยอะตามค่ะ ยางยืดนี่ก็แบ่งขายแบบจริงจังมีทุกขนาด หลายแบบเลยค่ะ ถ้าจะตัดเสื้อผ้ามาที่นี่ก็จบเลย มีครบทุกอย่างให้เลือกสรร

Spotlight-singapore-3

ริบบิ้นที่นี่ก็เยอะมากเลยค่ะ เต็มๆ หนึ่งล็อค มีทั้งริบบิ้นทั่วไป ริบบิ้นผ้าลูกไม้ หรืออย่างรูปขวาล่างก็มีค่ะ แต่อันนี้เป็นแบรนด์ไทยนะคะ เท่าที่เดินในสิงคโปร์มีแบรนด์ไทยไปขายที่นี่เยอะเหมือนกันนะคะ

Spotlight-singapore-4

โซนสุดท้ายนี้เตยเดินแบบเร็วๆ เพราะโดมปวดขาแล้ว (รีบจนถ่ายภาพเบลอเลย ฮ่าๆ) เป็นโซนไหมพรมค่ะ จริงๆ มีโซนที่เป็นด้ายเย็บ ด้ายปักครบเลยนะคะ แต่ที่เห็นเยอะๆ หน่อยก็โซนนี้ค่ะ

Spotlight-singapore-5

ร้านนี้ใครที่ชอบงานผ้าคงติดใจอยู่ได้นานเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องราคาเตยไม่แน่ใจนะคะว่าแพงไหม แต่คิดว่าน่าจะแพง หลายอย่างซื้อที่ไทยคงถูกกว่า แถมหลายอย่างก็นำเข้าจากไทยนี่แหล่ะ แล้วแบบนี้จะไปซื้อที่นู้นทำไมเนอะ

Monoyono

ร้านนี้ไม่ได้เป็นร้านอุปกรณ์ Scrapbook นะคะ แต่ว่ามีขายพวกโปสการ์ด การ์ด สมุดบันทึก ของใช้จุกจิกต่างๆ ที่นำเข้ามาเพียบเลยที่เห็นๆ ก็มีของ Kate Spade, Ban.do, Quotable ประมาณนี้ค่ะ แต่ราคาก็สูงอยู่เหมือนกันค่ะ พวกการ์ดไปย่าน Haji lane จะถูกกว่ามากเลยค่ะ แต่อาจจะเป็นแบรนด์ของสิงคโปร์เองไม่ใช่พวกแบรนด์จากอเมริกาแบบนี้ค่ะ

Monoyono-Singapore

Kikki-k

ร้านนี้เป็น A MUST!!! สำหรับเตยเลยค่ะ ตั้งใจจะไปชัวร์ๆ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ตั้งอยู่ที่ ION Orchard เดินออกจากรถไฟฟ้ามาก็เจอเลยค่ะ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ของออสเตรเลียค่ะ เป็นร้านขาย Stationary เดินอยู่ในร้านนี้นานมากกกกก ดูทุกเล่มแบบละเอียดเลย ชอบมาก แต่ไม่ได้ซื้อมาเพราะงบไม่พอ เดี๋ยวไม่มีเงินกินข้าว 5555

Kikki-k

Stationary Superstore

ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านอื่นๆ มาหน่อยค่ะ และต้องเดินจากรถไฟฟ้ามาประมาณ 5-6 นาทีค่ะ อยู่ที่ Funan Digitalife Mall ค้นเจอใน Yelp เห็นชื่ออลังการดีก็เลยมาแวะดู

Stationary Superstore

ร้านนี้เหมือน Officemate มากกกกก ร้านไม่ได้ใหญ่มากแต่ได้ของจากร้านนี้มาเยอะเหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่ของที่นี่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะแบรนด์ Midori ที่นี่มีหลายอย่างเลย ตอนไปญี่ปุ่นได้ไปแค่ Tokyu hand เห็นแต่สมุด Traveler notebook แต่ว่าที่นี่มีตัวหนีบ, post-it เยอะมาก ของหลายอย่างก็ราคาก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ด้วยค่ะ

Stationary Superstore

ร้านต่อไปขอแถมร้านหนังสือบ้างนะคะ เริ่มที่ Kinokuniya เลย

Kinokuniya

เดาไว้ว่าร้านที่นี่น่าจะใหญ่อยู่เหมือนกัน พอมาจริงๆ ก็เป็นไปตามคาด ร้านนี้อยู่ที่ Ngee Ann City เดินจากรถไฟฟ้ามาหน่อย ซึ่งตอนมาและตอนกลับหลงทางทั้งสองรอบเลยไม่สามารถบอกได้ว่าไกลไหม 5555

ในภาพที่เห็นด้านล่างนี้เป็นโซน Art & architecture ค่ะ ค่อนข้างใหญ่พอควร โดยครึ่งนึงเป็น Interior และ Architecture ค่ะ แอบมีข้อสังเกตนิดหน่อยว่าตึกที่นี่ดูดีไซน์ก็ธรรมดาไม่ได้แปลกอะไร พื้นที่ก่อสร้างอะไรก็น้อย แต่ว่าหนังสือแนวนี้เค้าเยอะมากจริงๆ เตยคิดเอาเองว่า ถ้าไม่กำลังพัฒนาคนกลุ่มนี้อยู่ก็อาจเป็นตึกที่เน้นการใช้สอยรึเปล่า

ส่วนหนังสือพวก Fine art หรือ Graphic มีไม่เยอะมากเท่าไหร่ น่าจะพอๆ กับไทย แต่จัดเรียงหนังสือดูง่ายกว่าที่ไทยเยอะมากค่ะ

หนังสือ Craft จะอยู่ในโซน Hobby ดูเน้นงานผ้าจะเยอะหน่อย งานกระดาษรองลงมาค่ะ มีหนังสือไม่มากนะคะ

ราคาหนังสือที่นี่ดูแพงกว่าไทยนะคะ แต่หลากหลายกว่าโดยเฉพาะหนังสือพวก Business, Career ที่ชอบคือมีโซนหนังสือ Career กับ Leadership เลย ถ้าจำไม่ผิดไทยจะไม่ได้จัดแบบนี้ค่ะ มีหนังสือหายากอย่าง Renaissance Soul ด้วย ประทับใจตรงนี้ 555

ตอนที่ไปเตยดูแต่โซนหนังสือภาษาอังกฤษนะคะ จริงๆ มีโซนภาษาจีนและญี่ปุ่น(มั้ง แยกไม่ออก 555)ด้วยค่ะ

Singapore-kinokuniya

Book Actually

อีกร้านนึงอยู่ที่ Tiong Bahru ค่ะ เป็นร้านหนังสือเล็กๆ เน้นขายหนังสือนอกกระแสค่ะ ทำให้เจอหนังสือที่มีดีไซน์ที่แตกต่างจากปกติมาก ออกจากที่นี่ได้หนังสือมาสองเล่มแต่ยังไม่ได้ถ่ายรูป เป็นเกี่ยวกับแมวเล่มนึง อีกเล่มนึงเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างสิงคโปร์กับญี่ปุ่น อ่านจบแล้วคิดว่าเปลี่ยนคำว่าสิงคโปร์เป็นไทยก็ใช้ได้ละเนี่ย 555

เจ้าของร้านนี้น่าจะรักแมวพอควร เห็นมีหนังสือแมวขายหลายเล่มเลยค่ะ เพื่อนบอกว่าที่นี่ปกติจะมีแมวนั่งอยู่ตรงเคาเตอร์ มาทีไรก็เจอตลอดเลย พอเตยไปเท่านั้นแหล่ะไม่เจอแมว T_T

bookactually-Singapore

ถัดจากร้านนี้ไปนิดหน่อยจะมีร้านหนังสืออีกร้าน เตยจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ร้านนี้ขายหนังสือนิทานเด็กทั้งร้านเลยค่ะ ร้านโอเคอยู่เหมือนกันค่ะ

นอกจากที่เล่าไปนี้ มีย่าน Haji lane อีกย่านที่เตยแนะนำให้ไปค่ะ ขายสินค้างานฝีมือ หรือเสื้อผ้าแบรนด์เล็กๆ ของดีไซน์เนอร์อะไรทำนองนั้นค่ะ เตยชอบร้าน Monday Off เป็นพิเศษ และแนะนำให้ทานคุ้กกี้ที่อยู่ตรงข้าม Selfie cafe คุ้กกี้อร่อยมาก โดม แม่ น้อง บอกอร่อยทุกคนเลย แถมแพคมาให้อย่างดี แพคเกจสวย เหมาะกับเอาไปเป็นของฝากค่ะ

สำหรับคนที่ชอบงานเครื่องหนัง ที่สิงคโปร์ไม่มีนะคะ คือไม่มีขายหนัง อุปกรณ์ทำงานหนัง หนังสือเกี่ยวกับงานหนังเลย ไม่รู้ทำไม หนังที่มีขายจะเป็นหนังแบบ PU อะไรแบบนั้นนะคะ

จบ ครบแล้ว ใครเจอร้านไหนน่าสนใจอีก บอกกันบ้างนะคะ เผื่อเตยไปอีกจะลองไปดูค่าาา :)

ปล. ใครค้นเจอร้าน Made with love ในอินเตอร์เน็ต เตยลองไปตามที่อยู่มาแล้วนะคะ เหมือนว่าเค้าจะปิดกิจการไปแล้ว เพราะตรงนั้นกลายเป็นร้านอื่นไปแล้วค่ะ

#The100DayProject

#100dayproject

เมื่อเดือนที่แล้วได้อ่านเจอโปรเจค #The100dayproject ของ Elle Luna & The Great Discontent ที่ชวนมาทำอะไรก็ได้ จะเป็นการเขียน วาด ประดิษฐ์ ถ่ายรูป หรือทำอาหารก็ได้เป็นเวลา 100 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา

เตยได้ลองทำหลายๆ โปรเจคที่ต้องทำทุกๆ วันแต่มักจะล้มเหลวเพราะต้องทำทุกวันนี่แหล่ะ คราวนี้ก็เลยลองเริ่มใหม่ โดยใช้แท็กส่วนตัวว่า #100daysofmakingbytuey ผลงานที่เตยทำออกมาก็มีตั้งแต่เป็นชิ้นเป็นอันไปจดถึงปักผ้าเสร็จแค่บางส่วนเท่านั้น เตยก็นับว่าตัวเองทำสำเร็จหมด ไม่เกี่ยงว่ามากหรือน้อย จุดประสงค์ของเตยคือ อยากทำงานฝีมือหรือวาดรูปให้มากขึ้นเท่านั้น

#100daysofmakingbytuey

 

#100daysofmakingbytuey กับทริปไปเที่ยว

อย่างที่บอกว่า เตยเองมักทำโปรเจคแนวนี้ไม่ได้ครบทุกวัน คราวนี้ก็เหมือนกันเตยหยุดทำไปช่วงที่ไปญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ตอนแรกก็พยายามฝืนตัวเองทำอยู่สองสามวันตอนอยู่ญี่ปุ่น พกติดตัวไปทำระหว่างทางบ้าง แต่สุดท้ายร่างกายมันไม่ไหว สมองไม่รับจริงๆ  ออกจากโรงแรมแต่เช้า 6 โมงกลับมาก็เที่ยงคืน ตีหนึ่ง กว่าจะอาบน้ำอีก เดินทั้งวันอีก สุดท้ายหลับคาสมุดไปเลย ตื่นมาตกใจฉันยังไม่ได้วาดรูป!! ช่วงนั้นรู้สึกแย่ที่ตัวเองทำไม่ได้นิดหน่อย แถมกลับมาไทยก็เหนื่อยมากถึงมีไอเดียก็ไม่มีแรงทำอะไรเท่าไหร่

พอได้ไปสิงคโปร์ต่อ คราวนี้ตั้งใจเลยว่า จะไม่เอาไปทำเลย บอกกับตัวเองว่าเป็นปิดเทอมละกัน คราวนี้สบายใจ กลับมามีแรงทำต่ออีก มีไอเดียทำต่อ เห็นคนอื่นเขาไปถึงวันไหนต่อไหนกันแล้วเราก็ไม่สนใจ โปรเจคของเรา เราเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเอง

ถึงแม้ว่าการที่เราทำงานเราได้ทุกวันอย่างที่เราตั้งใจไว้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งชีวิตก็มีเรื่องน่าสนุกอื่นๆ รอเราเหมือนกัน ถ้าไปเที่ยวแล้วมานั่งพะวงว่าฉันยังไม่ได้ทำโน้นนี่นั่นเลยจนไม่ได้สนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เราอาจจะพลาดเรื่องดีๆ ไปก็ได้ หลักๆ คือจำให้ได้ว่าจุดประสงค์ของเราคืออะไรและมองภาพใหญ่นั้นไว้แทนดีกว่า

ตอนนี้เตยอยู่ที่วันที่ 30 ของโปรเจคแล้ว ผ่านมาเกือบหนึ่งในสามแล้ว แต่ถ้าใครสนใจก็ลองทำได้เลยค่ะ กำหนดวันเอง ทำเอง ตั้งกฎขึ้นมาเอง สิ่งสำคัญอยู่ที่การลงมือทำค่ะ ทำแล้วอย่าลืมโพสลง Instagram ใช้ tag #The100dayproject นี้นะคะ :)

 

27 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 27 ปี

วันนี้เป็นวันพิเศษที่ธรรมดา เป็นวันเกิดของเตย วันนี้อายุ 28 แล้ว :) วันนี้เป็นวันสำหรับทบทวนชีวิต และใช้เวลาอยู่กับตัวเองและครอบครัว

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากในชีวิต ได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่อยากลองทำเยอะมากด้วย และวันนี้เตยอยากรวบรวม 27 สิ่งที่ประทับใจในปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการทบทวนตัวเองไปในตัวด้วย

27 Things I love when I was 27

    1. เปิด Catisfy ขายงานฝีมืออย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะเปิดร้านมานานแล้ว แต่ปีนี้เป็นปีที่จริงจังมาก และเริ่มคิดแบบเป็นธุรกิจมากขึ้น
    2. ได้เจอลูกค้าตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก เตยมักขายสินค้าออนไลน์เสมอ ทำให้ไม่ได้มีโอกาสได้เจอลูกค้าจริงๆ
    3. ลาออกจากงานประจำ  เตยได้เรียนรู้อะไรมากมายในงานประจำ ได้เปลี่ยนวิธีคิดที่กว้างขึ้น ไม่มีเพดานของเงินเดือนมากั้นความคิดอย่างที่เคยมี การไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น designer หรือพนักงานประจำอย่างที่เคยกลายเป็นความโล่งใจแบบแปลกๆ ที่อธิบายไม่ถูก ที่จริงเดือนนี้เป็นเดือนที่ 6 แล้วที่ลาออกจากงานประจำ ถึงแม้ว่าเตยจะไม่แน่ใจว่าจะกลับไปทำงานประจำอีกไหม แต่การลาออกครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับตอนนั้นแล้ว เตยมีความสุขมากขึ้นมากๆ เตยรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แต่การมีชีวิตหายใจไปวันๆ
    4. ได้ลองเป็นครูสอนศิลปะเด็ก ก่อนที่จะลาออก เตยลองทำงานหลายๆ อย่างที่คิดว่าชอบ งานสอนศิลปะเด็กเป็นงานนึงที่ทำแล้วชอบมาก อยู่กับเด็กมีความสุขมาก ตลกดี มีเรื่องให้แปลกใจเยอะดี นึกทีไรก็ขำตลอด ได้รู้จักกับการ์ตูนยอดฮิตของเด็กๆ
      Life in Pocket เดือนมิถุนายน
    5. ได้รู้ว่ามีคนรอบข้างคอยสนับสนุนเตยอยู่เสมอ ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนมากจริงๆ
    6. ได้ Kindle มาอ่าน ต้องขอบคุณโอที่ช่วยซื้อมาให้ ทำให้เตยมีนิสัยการอ่านที่เปลี่ยนไป อ่านหนังสือได้เยอะขึ้นมากๆ
      The Promise of a Pencil: How an Ordinary Person Can Create Extraordinary Change
    7. ได้ไปเที่ยวเกาะเชจู เกาหลีใต้ เป็นเมืองที่ชอบมากกกกกกกก อากาศดีมากกกกกกกก อากาศหนาวแต่ก็ไม่เป็นภูมิแพ้ รู้สึกปอดสะอาดขึ้นมาเลย พอกลับมากรุงเทพเท่านั้นแหล่ะ ป่วยไปสองเดือน อยากจะย้ายไปอยู่เกาะเชจูสุดๆ
    8. Aha moment อยู่ๆ ก็นึกออกว่าอยากทำอะไร ถึงเป็นส่วนเล็กๆ แต่พอเอาหลายๆ อย่างที่เรียนรู้มาปะติดปะต่อกับสิ่งที่นึกออกก็ทำให้เห็นภาพกว้างๆ มากขึ้น
    9. มีเพื่อนบอกว่า เตยเป็นคนกล้าคิดและกล้าทำ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโตมีแต่คนบอกว่าเป็นคนขี้อาย พอมีคนบอกว่ากล้าดี เตยดีใจมาก รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนกล้าขึ้นมาเลย ฮ่าๆ
    10. ได้คุยกับเพื่อนบ่อยขึ้น ใช้เวลากับเพื่อนบ่อยขึ้น เป็นผลพลอยได้จากการลาออกจากงานประจำ ทำให้สามารถกำหนดเวลาการทำงานได้ วันไหนเราอยากกินข้าวกับเพื่อนก็ออกไปกินได้เลย จากเมื่อก่อนปีนึงเจอกันครั้งนึง เดี๋ยวนี้เจอกันเดือนละครั้งได้เลย
    11. สร้างวงกลมให้แมวอยู่แล้วแมวเข้าไปอยู่จริงๆ เห็นมีคนโพสในเว็บ ลองทำดูกับเพื่อนๆ แล้วมันเข้าไปอยู่จริงๆ ตลกมาก
    12. เริ่มเขียน Morning pages สำหรับเตย การได้เขียนบันทึกทุกๆ วันตอนเช้า เป็นการทำสมาธิในรูปแบบนึง หลายๆ ครั้งที่คิดอะไรออกตอนที่เขียน ปัญหาที่มีอยู่ก็หาทางแก้ได้จากการเขียน รู้สึกชอบการเขียนมาก อาจจะชอบมากกว่าการวาดรูปด้วยซ้ำ
    13. ได้ฝึกทำกับข้าว เตยไม่เคยคิดจะหัดทำกับข้าวเลย ที่สำคัญอร่อยด้วย (ทำเองชมเอง 555) รู้สึกว่าอาหารมีคุณภาพ มีสารอาหารมากขึ้นเวลาทำกับข้าวกินเอง (เว้นแต่ทำมาม่า)
    14. ซื้อประกันสุขภาพ ปีที่แล้วตอนต้นปีเตยป่วยหนักแล้วบริษัทที่เตยทำงานอยู่ก็ไม่ได้มีประกันสุขภาพให้ ทำให้ค่าใช้จ่ายตอนนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเตย เตยเลยตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ กลายเป็นการตัดสินใจที่ดีอีกครั้งนึงของปี เพราะหลังจากนั้นมาป่วยบ่อยมากๆ แถมมีอุบัติเหตุรถชนด้วย คุ้มเลย
    15. เรียนเครื่องหนัง ชอบมากเลย
      Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus
    16. เรียนปักผ้า ประทับใจการปักผ้าตรงที่บังคับให้เตยใช้ชีวิตช้าลง เหมือนเป็นการทำสมาธิอีกแบบนึง ต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ไม่งั้นเข็มทิ่มเจ็บตัวแน่นอน ตอนที่ไปเรียนได้เจอคนหลากหลายแบบด้วย ทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมาซะอย่างนั้น
    17. รู้จักคนเก่งๆ มี lifestyle ที่ต่างจากคนอื่นๆ มากขึ้น หลังจากลาออกทำให้มีเวลาไปลงเรียนอะไรเยอะ และพยายามลงเรียนในวันธรรมดาด้วย ทำให้เจอคนที่ไม่ใช่พนักงานประจำมากขึ้น ได้เจอคนหลายหลายรูปแบบ เกิดความมั่นใจในเป้าหมายของตัวเองมากขึ้น
    18. ได้ไปเที่ยว 2 ประเทศในหนึ่งปี คือ ลาว และเกาหลีใต้ จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเที่ยวปีละหนึ่งประเทศ
    19. ได้ไปเที่ยวหนองคาย อากาศดีมากๆ สดชื่นมาก รู้สึกเหมือนกลับไปอยู่เชียงใหม่สมัยเด็กๆ เลย
    20. ไปงานสัมมนา The New Rich ทำให้ได้ฟังคุณบัณฑิตขึ้นพูด ประทับใจความมีพลัง ความกระตือรือร้นของคุณบัณฑิตมาก หลังจากนั้นเตยซื้อหนังสือเสียงมากเต็มเลย แต่ละอันดีๆ ทั้งนั้น ฟังได้หลายๆ รอบ
    21. ได้ Midori traveler’s notebook มาครอบครอง โดยมีโอซื้อให้อีกแล้ว
      my-midori-traveler-notebook-2
    22. ดู The return of superman ของเกาหลี คลายเครียดมากๆ เด็กๆ ตลกดี ดูไปนึกถึงเด็กๆ ที่เคยสอนไป
    23. ได้ feedback ที่ดีจากลูกค้าผ่านทาง Catisfy ดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าของงานของเรา
    24. เกิดเหตุการณ์ต้นบอนชอน โดมพูดผิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมากว่า “โดมอยากปลูกต้นบอนชอน” เตยงงไปพักใหญ่คิดว่าตัวเองจำชื่อผิด คิดไปคิดมา เฮ้ย! ต้องเป็นต้นบอนไซไม่ใช่หรอ 5555 เป็นอะไรที่ตลกมากๆ ขำจนท้องแข็ง
    25. กลับมาเล่น postcrossing อีกรอบ Postcrossing คือการส่งโปสการ์ดให้กับคนที่เราไม่รู้จัก แล้วจะมีคนไม่รู้จักส่งมาให้เราด้วยเหมือนกัน สนุกดี ทำให้ได้โละโปสการ์ดน่ารักๆ ที่มีอยู่ไปใช้จริงๆ
    26. ได้ไป Cat cafe กับเพื่อนๆ เล่นแมวถุงสนุกมาก
    27. มีลูกค้าชอบงานปักและคาแรคเตอร์ของแมวที่เตยวาด และขอให้ทำปกสมุดให้เค้า ลูกค้าคนนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เตยทำงานในสไตล์ของตัวเองมากขึ้น และเห็นสไตล์ของตัวเองมากขึ้นด้วย ขอบคุณลูกค้าคนนี้มากๆ

Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus

Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus
ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้เห็นงานหนังบ่อยมากๆ จากการตามดูสมุดปกหนังแบบต่างๆ จนเริ่มรู้สึกสนใจงานหนังมากขึ้นเรื่อยๆ และอยากลองทำสมุด Traveler’s notebook จากหนังบ้าง ที่ผ่านมาทำด้วยผ้ามาตลอดเลย เคยไปซื้อหนังแบบ PU มาทำก็ไม่สวย ไม่มีเสน่ห์เท่าไหร่ สุดท้ายเลยตัดสินใจลงเรียนทำเครื่องหนังกับ Craftmangus

ที่ Craftmangus มีคอร์ส 2-3 คอร์ส คือแบบ Bold, Light และคอร์สที่สอนตอกทำลายหนัง เตยลงเรียนคอร์ส Light เพราะว่าเป็นคอร์สนี้สอนทำกระเป๋าสตางค์แล้วแบบกระเป๋าก็คล้ายๆ กับแบบของปกสมุดด้วยที่เตยตั้งใจเรียนมาทำโดยเฉพาะ ที่สำคัญมีงบแค่นั้น ฮา ส่วนคอร์ส Bold ที่ใหญ่กว่า ราคาสูงกว่าเท่าที่เตยเข้าใจคือสอนทำแพทเทิร์นให้เอาไปทำกระเป๋าได้เองค่ะ

Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus

คอร์ส Light เรียนทั้งหมด 2 วันสิ่งที่จะได้กลับไปคือ พวงกุญแจ, ที่ใส่นามบัตร และกระเป๋าสตางค์ โดยกระเป๋าสตางค์จะมีแบบให้เลือกทำอยู่ประมาณ 4-5 แบบ เตยเลือกแบบกระเป๋ายาวเพราะใกล้เคียงกับปกสมุดที่สุด ในคลาสจะมีนักเรียนทั้งหมด 6 คน วันแรกเรียนพื้นฐานว่าอุปกรณ์ใช้ยังไง ต่างกันยังไง เลือกใช้ยังไง ซื้อที่ไหน แล้วก็เรียนทำพวงกุญแจ ทำที่ใส่นามบัตร ส่วนวันที่สองเรียนทำกระเป๋าสตางค์ที่บอกไปคือแผนการสอน

ความเป็นจริงคือทำไม่ทันกัน ทำผิดบ้างทำให้ต้องมาทำต่ออีก 2 วัน อย่างเตยทำผิดก็เลยต้องทำเพิ่มเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง 5555 แต่ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ งานสวยยย (ทำเองชมเองอีกแล้ว) ครูขิงที่เป็นคนสอนก็ตั้งใจสอนมาก รู้สึกได้ว่าชอบงานหนังมากๆ เดี๋ยวนี้หายากนะคนที่ชอบงานที่ตัวเองทำแบบนี้

Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus

หลังจากเรียนได้ 3-4 วันได้เรียนรู้ว่าการงานเครื่องหนังเนี่ยไม่ง่ายเลยนะ ขั้นตอนในการทำก็เยอะมากเลย ต้องใช้แรงเยอะด้วย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีกล้ามแขนอย่างเรา ตอกเจาะรู้ไปเป็นสิบรอบถึงจะทะลุ ตอนแรกคิดว่าเพราะไม่ได้เข้าฟิตเนสทำให้แรงน้อย หันไปเห็นเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันเท่านั้นแหล่ะ..อ๋อออ เป็นกันทุกคนนี่หน่า ฮ่าๆ นอกจากนี้งานหนังเป็นงานที่ฝึกสมาธิมากเลยทีเดียว สมาธิเสียนี่ปักผิดบ้าง ตอกเบี้ยวบ้าง เข็มจิ้มบ้าง

Project 38 ของ #100DIYprojects : เรียนทำเครื่องหนังที่ Craftmangus

ข้อเสียที่รู้สึกได้ของงานหนังคือ อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้เริ่มต้นทำงานก็มีราคาค่อนข้างสูง ไม่เหมือนงานผ้าที่มีไม่กี่อย่างก็เริ่มได้แล้ว แต่ข้อดีคือ ถ้าดูแลรักษาดีๆ อุปกรณ์พวกนี้ก็อยู่ได้นานไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ (มั้ง) ผลงานที่ออกมาก็ดูจะคงทนกว่างานกระดาษและงานผ้าด้วย ที่สำคัญงานหนังมันมีเสน่ห์ในแบบที่ไม่เหมือนงานอื่นๆ เลย มันมีความอิสระในอีกรูปแบบนึง

หลังจากเรียนเสร็จตั้งใจว่าต่อไปนี้ถ้าเจอคนที่ทำเครื่องหนังขายจะสนับสนุนเต็มที่ด้วยการไม่ต่อราคา ฮา (จริงๆ ปกติก็ไม่ต่อราคาอยู่แล้วนะ) สำหรับใครที่สนใจงานเครื่องหนัง แนะนำให้เรียนที่ Craftmangus เลยค่ะ

100 DIY Projects เป็นโปรเจคระยะยาวที่เตยจะทำงานฝีมือเป็นจำนวน 100 อย่างจะเป็นชิ้นเล็กหรือว่าชิ้นใหญ่ก็ได้ภายใน 1 ปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2014 โดยจะบันทึกโดยใช้  #100DIYprojects  ใน Instagram และในบลอค