Select Page

คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังค้นหางานที่ชอบ

คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังค้นหางานที่ชอบ

เมื่อเดือนก่อนนู้นที่บริษัทประกาศรับสมัครนักศึกษาฝึกงานมาช่วยเขียนบทความ ระหว่างสัมภาษณ์น้องๆ เตยได้พบสิ่งนึงที่น้องๆ พูดเหมือนกันคือ “ไม่รู้ว่าชอบงานแบบไหน” “อยากมาลองทำดูว่าจะชอบงานแบบนี้ไหม” ทำให้นึกถึงตัวเองขึ้นมาว่า เตยเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ในฐานะคนที่เคยผ่านความสับสน เคยท้อ เคยอิจฉาคนที่รู้ว่าอยากจะทำอาชีพอะไรมาก่อน ถึงแม้ว่าเตยยังต้องค้นหาสิ่งที่ชอบต่อไป แต่เตยคิดว่าเตยผ่านอะไรมาเยอะพอที่จะแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังสับสนในตัวเองอยู่ได้ วันนี้เตยลองยกมา 6 อย่างที่เตยคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เตยค้นหางานที่ชอบได้ค่ะ

  1. ลงมือทำ ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายๆ ครั้งเรามองดูคนอื่นทำงานนี้แล้วก็คิดว่า เป็นงานที่ดีเหมาะกับเรา เราต้องชอบแน่ๆ แต่พอเราลงมือทำแล้วเราถึงรู้ว่า เราไม่ได้ชอบทั้งหมดของงาน เตยเคยได้คุยกับน้องคนนึงที่ทำงานเป็นเภสัชกร ในภาพที่ทุกคนเห็นเภสัชกรมีหน้าที่แค่จ่ายยาเท่านั้น แต่น้องคนนี้เล่าให้เตยฟังว่างานเภสัชกรยังมีเรื่องของการให้คำปรึกษาคนไข้ ดูแลสต็อก ฯลฯ ที่ลึกเข้าไปอีก หรืองานออกแบบที่คนมักคิดว่าเป็นการใช้ Photoshop มาทำรูปส่งให้ลูกค้าแต่จริงๆ แล้วงานออกแบบมีความลึกไปกว่านั้นอีก ต้องออกแบบงานให้ตอบโจทย์ลูกค้า แก้ปัญหาให้ลูกค้า เตรียมงานให้สามารถผลิตได้อย่างถูกต้อง ฯลฯ งานทุกงานมักจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
  2. ออกไปเจอคนทุกกับคนอื่นๆ บ้าง ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะมีโอกาสทดลองงานนั้นๆ วิธีการที่เตยเคยใช้ก็คือ ตามหาคนที่มีอาชีพนั้นๆ แล้วคุยกับเขา ถามเค้าให้ละเอียดว่างานนี้ทำอะไรบ้าง สนุกตรงไหน ไม่สนุกตรงไหนบ้าง คล้ายๆ เป็นการ window shopping งานไปก่อน ถ้าเป็นงานที่ทดลองทำได้เลยอย่างงานออกแบบก็ลองรับงานเล็กๆ ก่อนอย่างเช่น รับออกแบบโลโก้ให้เพื่อนที่ทำของขาย เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงๆ
  3. เลือกทำสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น เรามักถูกพ่อแม่ ครู เพื่อนที่เป็นห่วงเราบอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนู้น เพราะมันดีในสายตาของเขา วิธีการที่เตยใช้คือลองทำก่อน ถ้าชอบก็ทำเพิ่ม ถ้าไม่ชอบก็เลิกทำ พอเราเลือกทำสิ่งที่เราชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพของอาชีพที่เราชอบจะเริ่มปรากฎมาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่คำว่า “ชอบ” หรือ “มีความสุข” เป็นคำที่จับต้องไม่ค่อยได้ หรือบางทีอาจมีบางส่วนของงานที่เราไม่ถนัดเราก็เลยคิดไปเองว่าเราไม่ชอบ เตยเลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “มีชีวิตชีวา” คือทำแล้วถึงจะเหนื่อยแต่ก็ยังรู้สึกว่า ฉันได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ได้ทำไปวันๆ พอคิดแบบนี้แล้วก็ง่ายขึ้นที่จะกรองสิ่งที่ไม่ชอบออกไป
  4. อย่าเลือกอาชีพ แต่ให้สร้างอาชีพขึ้นมาแทน หลายๆ อาชีพถูกสร้างเพิ่มขึ้นมาให้เหมาะกับลักษณะงานตอนนั้น เมื่อก่อนใครจะรู้ว่างานตำแหน่ง web designer, UX designer, blogger และรู้กันไหมว่ามีคนทำงานอาชีพ นักสืบหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป, Lego artist, นักเขียนจดหมายถึงซานต้าครอส, นักจัดระเบียบบ้าน, ทำแว่นสำหรับหมา ฯลฯ ถ้าอาชีพพวกนี้แหวกแนวไป เตยขอแนะนำอาชีพ นักวาดภาพสัตว์เลี้ยง (ชอบวาดภาพ และชอบสัตว์ เลยสร้างธุรกิจรับวาดหมา แมวให้เจ้าของเอาไปตกแต่งบ้าน) หรือจะเป็นนักเขียนที่เขียนเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว (ชอบเขียนบันทึกและชอบเที่ยวเลยเอามารวมกัน) ฉะนั้นอย่ามัวแต่เลือกงานที่เห็นคนอื่นทำเยอะๆ แต่จงรู้จักหาช่องทางสร้างอาชีพของตัวเองขึ้นมา
  5. ให้เวลากับตัวเองบ้าง ทุกวันนี้มีสื่อที่คอยดึงความสนใจของเราไปได้ตลอดเลย จนเราลืมใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับตัวเราเอง ทำให้ไม่ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แต่การค้นหาสิ่งที่ชอบเป็นเรื่องที่เรารู้แค่คนเดียวเท่านั้น เราต้องถามตัวเอง คุยกับตัวเอง เราถึงจะรู้จักตัวเองค่ะ
  6. จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีอาชีพแค่อาชีพเดียว เราไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต ข้อนี้เป็นอีกข้อที่ทำให้เตยสบายใจและสนุกมากขึ้นในการค้นหางานที่ชอบ การที่เราคิดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต เป็นการสร้างความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราจะเริ่มคิดว่า ถ้าฉันเปลี่ยนอาชีพแปลว่าฉันล้มเหลว แต่ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด การให้ความสำคัญในชีวิตเราก็ต่างออกไปด้วยเช่นกัน วันนี้งานและเงินสำคัญที่สุดแต่ต่อไปครอบครัวอาจจะสำคัญกว่าก็ได้ อาชีพเราก็จะเปลี่ยนไปเอง แล้วเราจะไปยึดติดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปจนตายทำไม พอเราเลิกคิดแบบนั้นความเครียดจะหายไป เราจะมองเห็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตชีวาได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะแนะนำอะไรเราก็ตาม แต่เราไม่ลงมือทำ ไม่นำไปปรับใช้ ก็คงยากที่จะได้ผลอย่างที่หวังนะคะ

 

Celebrate July

Celebrate : July

 

  1. ใช้สมุดที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นจนหมดเล่มแล้ว เย้ๆๆ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเขียน เตยเขียนทุกวันวันละอย่างน้อย 1 หน้าตอนเช้าหลังตื่นนอน ในสมุดเล่มนี้นอกจากใช้เขียน Journal บันทึกความคิดแล้วเตยใช้จดสิ่งที่เตยอ่านเจอ วางแผนการทำงาน วาดรูป สรุปแล้วคือเขียนทุกอย่างเลย
  2. ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่มี ได้สอนน้องกิ๊ฟและหลายๆ คนที่ส่งอีเมล์และข้อความเข้ามาปรึกษาว่าจะเริ่มขายสินค้าออนไลน์ยังไง ดีใจที่มีโอกาสได้ช่วยคนอื่นให้ทำสิ่งที่อยากทำ
  3. ได้เบอร์โทรศัพท์เบอร์ใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มใช้เพราะอยากรอเปลี่ยนค่ายก่อน
  4. ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอมานานหลายคน ทำให้ได้คิดอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของตัวเราเอง สิ่งที่เราต้องพัฒนาและสิ่งที่เราได้ทำสำเร็จไปแล้ว
  5. ได้รู้ตำแหน่งงานที่แน่นอนของตัวเองแล้ว 555 หลังจากงงๆ อยู่ครึ่งเดือนว่าเราทำงานตำแหน่งอะไร ถึงแม้ว่าจริงๆ เราไม่ได้สนใจเรื่องของตำแหน่งมากเพราะเตยพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้ในบริษัทอยู่แล้ว แต่ว่าการมีตำแหน่งที่ชัดเจนจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อนร่วมงานเข้าใจการทำงานของเรามากขึ้น
  6. เริ่มทำโปรเจคใหม่กับโดม เป็นโปรเจคที่คิดกันมาพักใหญ่แล้ว ถึงตอนนี้ยังแค่เริ่มต้นแต่ก็รู้สึกว่าเป็นโปรเจคที่มีประโยชน์ และมีโอกาสที่จะเติบโตสูง
  7. มีลูกค้าใน feedback กลับมาเยอะ คนส่งอีเมล์มาชมและให้กำลังใจเยอะ รู้สึกขอบคุณทุกๆ คนมากเลยที่ทำให้เตยรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นมีประโยชน์

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer มาเกือบ 5 ปี

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงาน Startup Job Fair มา ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในตำแหน่ง Designer มา 5 ปี และ Facebook post ที่เตยเคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาเรียบเรียงในนี้อีกทีนึง แต่ต้องออกตัวก่อนด้วยว่าทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของเตย แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เรื่องที่เรียนรู้มาก็จะต่างกันด้วยค่ะ

เตยทำงานมาหลายๆ ที่เพื่อค้นหาว่า งานแบบไหน บริษัทแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่เตยรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวามากที่สุด ทำให้เตยได้ทำงานในหลากหลายรูปแบบบริษัท ทั้งบริษัทเล็กๆ มีแค่ 4-5 คน บริษัทใหญ่ๆ มีพนักงานเป็นหมื่นคน มีหัวหน้าเป็นคนเอเชีย คนไทย และฝรั่ง บริษัทแบบ in-house และแบบ Agency หรือแม้กระทั่งงานฟรีแลนซ์

ผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจชีวิตดีไซเนอร์(ที่แท้จริง) บ้างแล้ว รู้สึกว่าหลายเรื่องไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ต้องมาเจอในโลกของความเป็นจริงเอง

  1. การสื่อสารสำคัญมาก ดีไซน์เนอร์จะออกแบบมาดีขนาดไหน ถ้าเกิดว่าดีไซน์เนอร์ไม่มีความสามารถในการอธิบาย สื่อสาร(แล้วก็โน้มน้าว)ให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วย ต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า ”ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกค้าไม่เข้าใจ” ไปซะ นี่คือหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจและซื้องานของเราด้วยความเต็มใจ ถ้าลูกค้าเข้าใจและทำได้อย่างดีไซน์เนอร์ เค้าจะไปจ้างดีไซน์เนอร์ทำไม ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ก็จะถูกแก้งานไปเป็นแบบที่ดีไซน์เนอร์ไม่เห็นด้วยแบบนั้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเป็นได้แค่คนทำ illustrator, photoshop เท่านั้นแหล่ะ ตัดสินใจซะว่าจะเป็นคนใช้โปรแกรมทำตามคำสั่งหรือว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์
  2. อย่าหยุดเรียนรู้ เดี๋ยวนี้สื่อไม่ได้มีแค่สิ่งพิมพ์แต่มีหลายๆ device ทั้งคอม มือถือ แถมมีคอมจอสัมผัสอีก เราต้องศึกษาด้วยว่าการออกแบบมันจะต่างกันไหม นี่ขนาดเราเรียนจบมา 5 ปี ยังมีอะไรออกมาเยอะขนาดนี้ถ้าไม่รู้จักศึกษาเพิ่มเติมก็คงแย่ จะกลายเป็นคนที่ถอยหลังลงคลองเลยแหล่ะ
    เคยเห็นหลายๆ คนที่ทำงานหนังสือมาแล้วมาออกแบบเว็บแต่ว่าไม่ศึกษามาให้ดี เว็บออกมาแบบ…เหมือนหนังสือ แบบตัดรูปมาแปะๆ ถามว่าใช้ได้ไหม ตอบเลยว่าใช้ได้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ลูกค้าจะเสียเงินมากมายมาทำทำไมถ้าเว็บไม่เกิดประโยชน์อะไรกับธุรกิจเค้า (จริงๆ เคยเห็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ผันมาทำเว็บแล้วศึกษาอย่างดีหลายคนนะ เว็บออกมาสวยมากๆ เลยนะ พี่แกจัด font มาอย่างดีเลย)
  3. งานออกแบบต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้ เพราะเป็นนักออกแบบไม่ได้เป็นศิลปิน จะทำอะไรก็ต้องคิดด้วยว่าออกแบบให้ใคร ทำไมถึงต้องออกแบบมาเป็นแบบนี้ (คิดไปเองไม่นับนะ) ไม่ใช่ว่าเจอเทคนิคใหม่มาโคตรเจ๋งเลยโปรเจคใหม่นี้ขอทำเทคนิคแบบนี้แล้วกัน
    จำได้ว่าระหว่างดูอาจารย์ตรวจงานเพื่อนสมัยเรียนที่ศิลปากร อาจารย์ถามเพื่อนคนนึงว่า ทำไมถึงใช้สีส้มในงานนี้ เพื่อนอึ้ง ตอบไม่ได้เพราะว่าชอบก็เลยใส่มาไม่ได้คิดถึงที่มา เราก็มานั่งคิด เออเนอะ นักออกแบบเก่งๆ อย่าง David Airey (ตอนนั้นชอบคนนี้มาก) เค้าคิดแบบมีที่ไปที่มาทั้งนั้น ทุกอย่างมีความหมายหมด พอมาทำงานลูกค้าถามยิ่งกว่าอาจารย์อีกจ้าาา T_T
    มีเรื่องนึงที่รู้สึกว่า มีประโยชน์มากๆ ในการทำงานออกแบบคือ การเข้าใจธุรกิจและการตลาด ด้วยความที่เตยได้ขายของออนไลน์มาบ้าง บางบริษัทที่เตยทำงานก็เปิดโอกาสให้เตยได้ลองทำงานการตลาดดู ทำให้เตยเข้าใจเรื่องธุรกิจมากขึ้น เวลาคุยกับลูกค้าก็จะเข้าใจว่า อ๋อ ลูกค้าต้องการสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร งานออกแบบของเราก็จะตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
  4. ทำงานให้มากกว่าที่เขาขอ ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเยอะๆ ตลอดเวลา แต่หมายความว่าให้คิดให้เยอะขึ้น
  5. ต้องรู้จักเป็นนาง/นายงามสันติภาพบ้าง ต้องหาทาง win win win ให้ได้ คือลูกค้าต้อง win ซึ่งมักหมายถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจากเว็บ, User ไม่ปวดหัว ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนตามที่ต้องการ, เพื่อนร่วมงานของเราก็ต้อง win ด้วยไม่ใช่ว่าออกแบบเว็บมาไม่สนใจว่าคนเขียนโปรแกรมจะเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไง ใช้เวลานานเกิด timeline ไหม ทำได้ไหม (เกิดทำไม่ได้ขึ้นมา เวลาน้อย เดี๋ยวได้ออกแบบใหม่นะเออ)
    ปล. ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และตำแหน่งงานด้วย
  6. เรียนรู้การเมืองในองค์กรไว้บ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเตย แต่ก็สังเกตเห็นพี่ๆ ที่ไปได้ดี ไปได้ไกลล้วนแล้วแต่เก่งเรื่องนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ที่สุดถ้าไม่ได้เรื่องการเมืองเลยก็ต้องรู้ว่าผู้ตัดสินใจที่แท้จริงเป็นใคร เรื่องนี้เจอกันบ่อยมากกกกกก สมัยเรียนลูกค้าคืออาจารย์คนเดียวเอง ชิลๆ เดี๋ยวนี้หรอ ถ้าเป็นลูกค้าก็อาจจะมีหัวหน้าของหัวหน้าของลูกค้าของลูกค้าอีกที หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่ก็อาจเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้า 5555 ขำไปแต่เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริงซะอีก ความเศร้าจะเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าชอบงานเรามากกกกกให้ทำไปซะเยอะครบหมดทุกอย่าง แต่แล้วหัวหน้าของหัวหน้าบอกว่า ออกแบบอะไรมา เอาไปออกแบบใหม่ซะ  T_T
    การป้องกันที่เคยเห็นเค้าทำกันก็คือ…เผือกวันละนิดจิตแจ่มใส อย่างน้อยต้องเผือกให้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคือพลังที่ซ่อนอยู่ เขาเป็นคนแบบไหน ให้ความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เช่น เน้นเรื่องธุรกิจเป็นหลักแปลว่างานเราต้องสนับสนุนเรื่องนี้

 

ทำพร้อพตกแต่งสำหรับถ่ายภาพจากดินสอ

วันก่อนได้ไปเดินเล่นดูของที่จตุจักรสองสามชั่วโมง และผ่านไปเจอดินสอไม้มะขามก็เลยซื้อมา ตั้งใจว่าจะเอามาใช้ตกแต่งในภาพสินค้าเวลาถ่ายรูปสินค้า จริงๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าจะใช้ได้จริงไหม จะเข้ากับสมุดเราได้ แต่มั่นใจว่าถ้าได้ดินสอมาทำอะไรเล่นๆ ก็น่าจะสนุกดี ก็เลยซื้อมา 1 มัด 10 แท่ง

อุปกรณ์สำหรับตกแต่งดินสอ

เอามาถึงอย่างแรกเลยที่ทำเลยก็คือ ใช้สีอะคริลิคทาลงบนดินสอให้ทั่วโดยใช้ฟองน้ำจุ่มสีแล้วกดลงให้ทั่วดินสอ ทำไปทำมาเพลินทำครบ 10 แท่งเลย

จานสี

ดินสอ ที่ระบายสีแล้วออกมาสวยดี ถ่ายรูปมาก็สวย สีสันสดใสดี ลองเอาไปใช้ถ่ายรูปก็สวยดีเหมือนกัน ลองเอาไปถ่ายรูปคู่กับสมุดที่ใช้อยู่แล้ว ดูดี แต่ยังไม่ได้ลองเอาไปใช้กับสมุดจริงที่ขายอยู่ ไม่รู้ว่าจะออกมาสนุกเหมือนกันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ได้ลงสีเล่นแบบนี้สนุกสุดๆ เลยค่ะ ใครเครียดๆ ลองเพ้นท์ดินสอดูนะคะ หายเครียดเลยค่ะ :)

ดินสอสีตกแต่ง

Painted-pencil-5

Painted-pencil-6

Painted-pencil-7

Painted-pencil-8

Painted-pencil-9

DIY นี้เป็นโปรเจคที่ 39 ของ 100 DIY Projects เป็นโปรเจคระยะยาวที่เตยจะทำงานฝีมือเป็นจำนวน 100 อย่างจะเป็นชิ้นเล็กหรือว่าชิ้นใหญ่ก็ได้ภายใน 1 ปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2014 โดยจะบันทึกโดยใช้  #100DIYprojects  ใน Instagram และในบลอค

DIY ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังใน 5 นาที

เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาได้ลองเอาเศษหนังมาทำเป็นที่เก็บสายหูฟัง ตอนนี้ใช้มาได้พักใหญ่แล้ว ใช้งานได้ดี และทำได้ไม่ยาก วันนี้เลยอยากมาทำให้ดูค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

อุปกรณ์

  1. เศษหนัง อันนี้เตยได้มาจากญี่ปุ่นค่ะ แต่เพื่อนๆ สามารถหาซื้อได้ที่เจริญรัถนะคะ เค้าจะมีขายเศษหนังในกะบะอยู่ตามหน้าร้านค่ะ
  2. นมหนู (เป็นหมุดหัวใหญ่ๆ มักใช้เป็นตัวล็อคเปิดปิดกระเป๋า) พร้อมตัวตอก
  3. ตัวตอกเจาะรู เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร
  4. คัตเตอร์
  5. ไม้บรรทัด

มาเริ่มทำกันเลย

ขั้นแรกตัดหนังให้เป็นสี่เหลี่ยมขนาด ยาว 9 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร แล้ววัดจากปลายหนังเข้ามาด้านละ 1 เซนติเมตร แล้วเจาะรูด้วยตัวตอกนมหนู

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ใส่นมหนูที่ด้านหลังของหนัง วิธีการใส่นมหนูนั้นง่ายมากคือ ใส่หมุดที่เป็นเกลียวเข้ามาที่ด้านหลังของหนังก่อน

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

จากนั้นใส่หมุดตัวใหญ่ครอบเข้าไป หมุนเกลียวให้แน่น

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ปลายอีกด้านของเส้นหนังก็เจาะรูเช่นเดียวกัน แต่ตอกด้วยตัวตอกเจาะรูที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร แล้ววัดจากรูปที่เจาะเข้ามาทางเส้นหนังอีก 1 เซนติเมตร แล้วใช้คัตเตอร์กรีดจากจุดที่วัดเข้าไปที่รูปที่เจาะไว้ 5 มิลลิเมตร เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้ที่เก็บสายหูฟังที่ทำเองกันแล้ว

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

หลังจากเจาะแล้วจะออกมาเหมือนรูปเข็มหมุดตามรูปด้านล่าง คือมีรูกลมๆ และเส้นตรงลงมาค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ทำเสร็จแล้วจะออกมาเหมือนรูปด้านล่าง ปลายฝั่งนึงเป็นนมหนู อีกฝั่งเป็นรูรูปเข็มหมุดค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ จะได้ที่รัดสายหูฟังมาใช้กันแล้วค่ะ นอกจากนี้เพื่อนๆ สามารถปรับให้ยาวขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บสายไฟก็ได้ หรือจะตัดเป็นรูปร่างต่างๆ ก็ยังได้เลยค่ะ ทำเสร็จแล้วอย่าลืมส่งให้ดูกันบ้างนะคะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

 

DIY นี้เป็นโปรเจคที่ 38 ของ 100 DIY Projects เป็นโปรเจคระยะยาวที่เตยจะทำงานฝีมือเป็นจำนวน 100 อย่างจะเป็นชิ้นเล็กหรือว่าชิ้นใหญ่ก็ได้ภายใน 1 ปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2014 โดยจะบันทึกโดยใช้  #100DIYprojects  ใน Instagram และในบลอค