สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงาน Designer มาเกือบ 5 ปี

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงาน Startup Job Fair มา ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในตำแหน่ง Designer มา 5 ปี และ Facebook post ที่เตยเคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาเรียบเรียงในนี้อีกทีนึง แต่ต้องออกตัวก่อนด้วยว่าทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของเตย แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เรื่องที่เรียนรู้มาก็จะต่างกันด้วยค่ะ

เตยทำงานมาหลายๆ ที่เพื่อค้นหาว่า งานแบบไหน บริษัทแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่เตยรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวามากที่สุด ทำให้เตยได้ทำงานในหลากหลายรูปแบบบริษัท ทั้งบริษัทเล็กๆ มีแค่ 4-5 คน บริษัทใหญ่ๆ มีพนักงานเป็นหมื่นคน มีหัวหน้าเป็นคนเอเชีย คนไทย และฝรั่ง บริษัทแบบ in-house และแบบ Agency หรือแม้กระทั่งงานฟรีแลนซ์

ผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจชีวิตดีไซเนอร์(ที่แท้จริง) บ้างแล้ว รู้สึกว่าหลายเรื่องไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ต้องมาเจอในโลกของความเป็นจริงเอง

  1. การสื่อสารสำคัญมาก ดีไซน์เนอร์จะออกแบบมาดีขนาดไหน ถ้าเกิดว่าดีไซน์เนอร์ไม่มีความสามารถในการอธิบาย สื่อสาร(แล้วก็โน้มน้าว)ให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วย ต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า ”ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกค้าไม่เข้าใจ” ไปซะ นี่คือหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจและซื้องานของเราด้วยความเต็มใจ ถ้าลูกค้าเข้าใจและทำได้อย่างดีไซน์เนอร์ เค้าจะไปจ้างดีไซน์เนอร์ทำไม ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ก็จะถูกแก้งานไปเป็นแบบที่ดีไซน์เนอร์ไม่เห็นด้วยแบบนั้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเป็นได้แค่คนทำ illustrator, photoshop เท่านั้นแหล่ะ ตัดสินใจซะว่าจะเป็นคนใช้โปรแกรมทำตามคำสั่งหรือว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์
  2. อย่าหยุดเรียนรู้ เดี๋ยวนี้สื่อไม่ได้มีแค่สิ่งพิมพ์แต่มีหลายๆ device ทั้งคอม มือถือ แถมมีคอมจอสัมผัสอีก เราต้องศึกษาด้วยว่าการออกแบบมันจะต่างกันไหม นี่ขนาดเราเรียนจบมา 5 ปี ยังมีอะไรออกมาเยอะขนาดนี้ถ้าไม่รู้จักศึกษาเพิ่มเติมก็คงแย่ จะกลายเป็นคนที่ถอยหลังลงคลองเลยแหล่ะ
    เคยเห็นหลายๆ คนที่ทำงานหนังสือมาแล้วมาออกแบบเว็บแต่ว่าไม่ศึกษามาให้ดี เว็บออกมาแบบ…เหมือนหนังสือ แบบตัดรูปมาแปะๆ ถามว่าใช้ได้ไหม ตอบเลยว่าใช้ได้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ลูกค้าจะเสียเงินมากมายมาทำทำไมถ้าเว็บไม่เกิดประโยชน์อะไรกับธุรกิจเค้า (จริงๆ เคยเห็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ผันมาทำเว็บแล้วศึกษาอย่างดีหลายคนนะ เว็บออกมาสวยมากๆ เลยนะ พี่แกจัด font มาอย่างดีเลย)
  3. งานออกแบบต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้ เพราะเป็นนักออกแบบไม่ได้เป็นศิลปิน จะทำอะไรก็ต้องคิดด้วยว่าออกแบบให้ใคร ทำไมถึงต้องออกแบบมาเป็นแบบนี้ (คิดไปเองไม่นับนะ) ไม่ใช่ว่าเจอเทคนิคใหม่มาโคตรเจ๋งเลยโปรเจคใหม่นี้ขอทำเทคนิคแบบนี้แล้วกัน
    จำได้ว่าระหว่างดูอาจารย์ตรวจงานเพื่อนสมัยเรียนที่ศิลปากร อาจารย์ถามเพื่อนคนนึงว่า ทำไมถึงใช้สีส้มในงานนี้ เพื่อนอึ้ง ตอบไม่ได้เพราะว่าชอบก็เลยใส่มาไม่ได้คิดถึงที่มา เราก็มานั่งคิด เออเนอะ นักออกแบบเก่งๆ อย่าง David Airey (ตอนนั้นชอบคนนี้มาก) เค้าคิดแบบมีที่ไปที่มาทั้งนั้น ทุกอย่างมีความหมายหมด พอมาทำงานลูกค้าถามยิ่งกว่าอาจารย์อีกจ้าาา T_T
    มีเรื่องนึงที่รู้สึกว่า มีประโยชน์มากๆ ในการทำงานออกแบบคือ การเข้าใจธุรกิจและการตลาด ด้วยความที่เตยได้ขายของออนไลน์มาบ้าง บางบริษัทที่เตยทำงานก็เปิดโอกาสให้เตยได้ลองทำงานการตลาดดู ทำให้เตยเข้าใจเรื่องธุรกิจมากขึ้น เวลาคุยกับลูกค้าก็จะเข้าใจว่า อ๋อ ลูกค้าต้องการสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร งานออกแบบของเราก็จะตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
  4. ทำงานให้มากกว่าที่เขาขอ ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเยอะๆ ตลอดเวลา แต่หมายความว่าให้คิดให้เยอะขึ้น
  5. ต้องรู้จักเป็นนาง/นายงามสันติภาพบ้าง ต้องหาทาง win win win ให้ได้ คือลูกค้าต้อง win ซึ่งมักหมายถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจากเว็บ, User ไม่ปวดหัว ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนตามที่ต้องการ, เพื่อนร่วมงานของเราก็ต้อง win ด้วยไม่ใช่ว่าออกแบบเว็บมาไม่สนใจว่าคนเขียนโปรแกรมจะเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไง ใช้เวลานานเกิด timeline ไหม ทำได้ไหม (เกิดทำไม่ได้ขึ้นมา เวลาน้อย เดี๋ยวได้ออกแบบใหม่นะเออ)
    ปล. ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และตำแหน่งงานด้วย
  6. เรียนรู้การเมืองในองค์กรไว้บ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเตย แต่ก็สังเกตเห็นพี่ๆ ที่ไปได้ดี ไปได้ไกลล้วนแล้วแต่เก่งเรื่องนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ที่สุดถ้าไม่ได้เรื่องการเมืองเลยก็ต้องรู้ว่าผู้ตัดสินใจที่แท้จริงเป็นใคร เรื่องนี้เจอกันบ่อยมากกกกกก สมัยเรียนลูกค้าคืออาจารย์คนเดียวเอง ชิลๆ เดี๋ยวนี้หรอ ถ้าเป็นลูกค้าก็อาจจะมีหัวหน้าของหัวหน้าของลูกค้าของลูกค้าอีกที หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่ก็อาจเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้า 5555 ขำไปแต่เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริงซะอีก ความเศร้าจะเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าชอบงานเรามากกกกกให้ทำไปซะเยอะครบหมดทุกอย่าง แต่แล้วหัวหน้าของหัวหน้าบอกว่า ออกแบบอะไรมา เอาไปออกแบบใหม่ซะ  T_T
    การป้องกันที่เคยเห็นเค้าทำกันก็คือ…เผือกวันละนิดจิตแจ่มใส อย่างน้อยต้องเผือกให้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคือพลังที่ซ่อนอยู่ เขาเป็นคนแบบไหน ให้ความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เช่น เน้นเรื่องธุรกิจเป็นหลักแปลว่างานเราต้องสนับสนุนเรื่องนี้

 

ทำพร้อพตกแต่งสำหรับถ่ายภาพจากดินสอ

วันก่อนได้ไปเดินเล่นดูของที่จตุจักรสองสามชั่วโมง และผ่านไปเจอดินสอไม้มะขามก็เลยซื้อมา ตั้งใจว่าจะเอามาใช้ตกแต่งในภาพสินค้าเวลาถ่ายรูปสินค้า จริงๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าจะใช้ได้จริงไหม จะเข้ากับสมุดเราได้ แต่มั่นใจว่าถ้าได้ดินสอมาทำอะไรเล่นๆ ก็น่าจะสนุกดี ก็เลยซื้อมา 1 มัด 10 แท่ง

อุปกรณ์สำหรับตกแต่งดินสอ

เอามาถึงอย่างแรกเลยที่ทำเลยก็คือ ใช้สีอะคริลิคทาลงบนดินสอให้ทั่วโดยใช้ฟองน้ำจุ่มสีแล้วกดลงให้ทั่วดินสอ ทำไปทำมาเพลินทำครบ 10 แท่งเลย

จานสี

ดินสอ ที่ระบายสีแล้วออกมาสวยดี ถ่ายรูปมาก็สวย สีสันสดใสดี ลองเอาไปใช้ถ่ายรูปก็สวยดีเหมือนกัน ลองเอาไปถ่ายรูปคู่กับสมุดที่ใช้อยู่แล้ว ดูดี แต่ยังไม่ได้ลองเอาไปใช้กับสมุดจริงที่ขายอยู่ ไม่รู้ว่าจะออกมาสนุกเหมือนกันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ได้ลงสีเล่นแบบนี้สนุกสุดๆ เลยค่ะ ใครเครียดๆ ลองเพ้นท์ดินสอดูนะคะ หายเครียดเลยค่ะ :)

ดินสอสีตกแต่ง

Painted-pencil-5

Painted-pencil-6

Painted-pencil-7

Painted-pencil-8

Painted-pencil-9

DIY นี้เป็นโปรเจคที่ 39 ของ 100 DIY Projects เป็นโปรเจคระยะยาวที่เตยจะทำงานฝีมือเป็นจำนวน 100 อย่างจะเป็นชิ้นเล็กหรือว่าชิ้นใหญ่ก็ได้ภายใน 1 ปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2014 โดยจะบันทึกโดยใช้  #100DIYprojects  ใน Instagram และในบลอค

DIY ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังใน 5 นาที

เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาได้ลองเอาเศษหนังมาทำเป็นที่เก็บสายหูฟัง ตอนนี้ใช้มาได้พักใหญ่แล้ว ใช้งานได้ดี และทำได้ไม่ยาก วันนี้เลยอยากมาทำให้ดูค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

อุปกรณ์

  1. เศษหนัง อันนี้เตยได้มาจากญี่ปุ่นค่ะ แต่เพื่อนๆ สามารถหาซื้อได้ที่เจริญรัถนะคะ เค้าจะมีขายเศษหนังในกะบะอยู่ตามหน้าร้านค่ะ
  2. นมหนู (เป็นหมุดหัวใหญ่ๆ มักใช้เป็นตัวล็อคเปิดปิดกระเป๋า) พร้อมตัวตอก
  3. ตัวตอกเจาะรู เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร
  4. คัตเตอร์
  5. ไม้บรรทัด

มาเริ่มทำกันเลย

ขั้นแรกตัดหนังให้เป็นสี่เหลี่ยมขนาด ยาว 9 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร แล้ววัดจากปลายหนังเข้ามาด้านละ 1 เซนติเมตร แล้วเจาะรูด้วยตัวตอกนมหนู

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ใส่นมหนูที่ด้านหลังของหนัง วิธีการใส่นมหนูนั้นง่ายมากคือ ใส่หมุดที่เป็นเกลียวเข้ามาที่ด้านหลังของหนังก่อน

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

จากนั้นใส่หมุดตัวใหญ่ครอบเข้าไป หมุนเกลียวให้แน่น

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ปลายอีกด้านของเส้นหนังก็เจาะรูเช่นเดียวกัน แต่ตอกด้วยตัวตอกเจาะรูที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร แล้ววัดจากรูปที่เจาะเข้ามาทางเส้นหนังอีก 1 เซนติเมตร แล้วใช้คัตเตอร์กรีดจากจุดที่วัดเข้าไปที่รูปที่เจาะไว้ 5 มิลลิเมตร เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้ที่เก็บสายหูฟังที่ทำเองกันแล้ว

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

หลังจากเจาะแล้วจะออกมาเหมือนรูปเข็มหมุดตามรูปด้านล่าง คือมีรูกลมๆ และเส้นตรงลงมาค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ทำเสร็จแล้วจะออกมาเหมือนรูปด้านล่าง ปลายฝั่งนึงเป็นนมหนู อีกฝั่งเป็นรูรูปเข็มหมุดค่ะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ จะได้ที่รัดสายหูฟังมาใช้กันแล้วค่ะ นอกจากนี้เพื่อนๆ สามารถปรับให้ยาวขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บสายไฟก็ได้ หรือจะตัดเป็นรูปร่างต่างๆ ก็ยังได้เลยค่ะ ทำเสร็จแล้วอย่าลืมส่งให้ดูกันบ้างนะคะ

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

ที่รัดสายหูฟัง จากเศษหนังง่ายๆ ใน 5 นาที

 

DIY นี้เป็นโปรเจคที่ 38 ของ 100 DIY Projects เป็นโปรเจคระยะยาวที่เตยจะทำงานฝีมือเป็นจำนวน 100 อย่างจะเป็นชิ้นเล็กหรือว่าชิ้นใหญ่ก็ได้ภายใน 1 ปีเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2014 โดยจะบันทึกโดยใช้  #100DIYprojects  ใน Instagram และในบลอค

 

Celebrate June

ที่ผ่านๆ มา เตยมักเขียนสรุปแต่ละเดือนและเขียนเป้าหมายของเดือนหน้าเอาไว้ใน Celebration & intention แต่สังเกตเห็นว่า การเขียนเป้าหมายให้คนอื่นอ่านไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งทำได้น้อยลง พอไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่าน แต่เขียนในสมุดจดของตัวเองได้ผลดีกว่ามาก พอรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้ตามที่เขียนก็รู้สึกแย่ลงและเลิกเขียนไป

แต่เตยเป็นคนประเภทชอบเขียนงานที่เสร็จแล้วลงใน to do list เพื่อที่จะได้เช็คว่าได้ทำสิ่งนี้ไปแล้วนะ เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า เหมือนว่าสิ่งที่เราทำนั้นประสบความสำเร็จไปแล้ว และที่ผ่านๆ มาเตยก็ชอบการเขียนสรุปเดือนที่แล้วว่ามีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง เตยได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองเห็นเรื่องดีๆ ในชีวิตมากขึ้น

เตยตั้งใจว่าจะปรับใหม่ เลิกเขียนเป้าหมายในเว็บซะ (แต่ยังเขียนในสมุดจดส่วนตัวเหมือนเดิมนะคะ ก็เตยเป็น Goal getter นี่ เลิกเขียนเป้าหมายไม่ได้หรอก 555)

มาเริ่มเขียนของเดือนที่ผ่านมานี้กันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • เริ่มงานใหม่ที่ตรงกับตัวเองมากกว่าเดิม ที่ผ่านมา 7 เดือนครึ่งที่ได้ลองทำสิ่งที่คิดว่าชอบอย่างจริงจัง มีชีวิตแบบที่ชอบ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ แต่สิ่งสำคัญอย่างนึงที่เตยได้เรียนรู้ก็คือ ถ้าเรายังมีปัจจัย 4 ไม่ครบถ้วนก็ยากที่จะทำให้จิตใจของเราโฟกัส มุ่งมั่นกับการทำอย่างอื่น พอได้มีโอกาสทำงานประจำที่เข้ากับตัวเรามากๆ และยังเป็นสิ่งที่เราชอบและเชื่อ แถมยังช่วยให้เรามีปัจจัยสี่ครบถ้วน โอกาสแบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ก่อน

เรียนเปิดร้านใน Etsy

  • เริ่มเขียน Ebook เกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy ที่ผ่านมามีคนเข้ามาถาม เข้ามาติดต่อทาง Handmadebiz อยู่เสมอว่าอยากให้เปิดคอร์สเกี่ยวกับการเปิดร้านใน Etsy เมื่อสามสี่เดือนที่แล้วก็เลยโพสแบบฟอร์มให้คนที่สนใจเข้ามาสมัครไว้ ปรากฎว่ามีคนเข้ามาสมัครเรื่อยๆ เลย จากตอนแรกเฉยๆ ตอนนี้เริ่มกดดัน จนตัดสินใจทำอะไรสักอย่างโดยเริ่มจากการเขียนเป็น Ebook ก่อน

Creative juice

  • มี Energy กลับมาทำงานฝีมือมากขึ้น เมื่อก่อนมีความกังวลเรื่องเงินว่าจะขายของได้ไหม งานที่ส่งลูกค้าไปจะโอเคไหม มีหลายอย่างที่ต้องคิดมากทำให้ไม่ค่อยรู้สึกอยากทำงานฝีมืออะไร รู้สึกเหนื่อยๆ ตอนนี้ถึงยังมีเรื่องให้คิดมากขึ้นแต่ก็เริ่มกลับมาเป็นคนที่ทำโน้นทำนี่ตลอดเวลาเหมือนเดิมแล้ว
  • ได้ลองงานใหม่ๆ ช่วงสองสามเดือนมานี้ได้เจอคนหลากหลาย และมีคนเสนองานแปลที่เราอยากลองมานานแล้วมาให้ทำ รู้สึกสนุกกับงานที่ทำมากเลย ถึงไม่ชอบเท่ากับงานฝีมือ แต่ก็สนุกเป็นอันดับรองลงมาเลย

สมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4

  • ลงสินค้าใหม่เป็นสมุด Traveler notebook ขนาด 1/3 ของ A4 หรือขนาด Midori regular size เริ่มมีลูกค้าเห็นและมาทยอยซื้อสมุดขนาดนี้แล้วด้วย

เล่น Postcrossing แลกโปสการ์ดกับเพื่อนต่างชาติ

  • กลับมาเล่น postcrossing อีกครั้ง Postcrossing เป็นการแลกเปลี่ยนโปสการ์ดกัน โดยเราจะไม่รู้ว่าใคร ประเทศไหนจะเป็นคนส่งมาให้เรา เตยเคยเล่นเมื่อนานมาแล้วและหยุดเล่นไปเป็นปี กลับมาส่งใหม่คราวนี้รู้สึกว่าสนุกขึ้นมากเลย เพราะเขียนภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น ทำให้เราเล่าเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เริ่มฉลาดแล้วด้วย ส่งทีเดียว 5 ใบเลย 555 ไม่ต้องมานั่งส่งทีละใบ หา Stamp ทีละใบ แต่ค่าส่งโปสการ์ดแพงเหมือนกันนะ ส่งไปต่างประเทศ 15 บาทส่งในไทย 3 บาท

 

Shopping อุปกรณ์งานฝีมือและเครื่องเขียนในสิงคโปร์

ต้นเดือนที่ผ่านมาเตยได้ไปสิงคโปร์มา ก่อนไปตั้งใจว่าจะไปร้านขายเครื่องเขียนแน่นอน เพราะรู้ว่าที่สิงคโปร์มีขายอุปกรณ์งานฝีมือค่อนข้างเยอะกว่าในประเทศไทย แต่หาข้อมูลไม่ได้ค่อยทำให้ไม่รู้ว่าต้องไปร้านไหนเป็นพิเศษ จนกระทั่งก่อนไปหนึ่งวันเตยค้นเจอว่าที่สิงคโปร์ใช้แอพ Yelp กันเยอะ พอลองใช้ดูทำให้เจอหลายๆ ร้านและได้ไปจริงๆ หลายที่เหมือนกัน วันนี้เตยจะมาบอกลายแทงให้ว่าจะไปหาซื้ออุปกรณ์งานฝีมือ หรือเครื่องเขียนได้ที่ไหนบ้างในสิงคโปร์ค่ะ ร้านที่เตยไปส่วนใหญ่จะอยู่เส้นที่ติดกับรถไฟฟ้าทั้งนั้นนะคะ

วันแรกที่เตยไปถึงได้เจอเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ เพื่อนก็เล่าว่าคนสิงคโปร์ค่อนข้างเด่นเรื่องการเงินกัน ส่วนด้านศิลปะไม่ค่อยเด่นมากเท่าไหร่ ร้านงานฝีมือก็เลยมีน้อย แต่พอวันหลังๆ ที่เตยได้ไปเดินแล้วพบร้านเครื่องเขียนเยอะมาก และใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ของก็มีความหลากหลายมาก น่าจะเป็นเพราะสิงคโปร์เป็นเมืองท่าด้วยทำให้มีสินค้าจากหลากหลายที่

Papermarket

ร้านนี้ตั้งอยู่ใน Plaza Singapura ชั้น B1 หน้าบันไดเลื่อนเลย เตยไม่ได้ถ่ายรูปในร้านมา แต่จะเล่าคร่าวๆ ว่าของในร้านนี้เป็นอุปกรณ์ทำ Scrapbook ล้วนๆ คล้ายๆ Mindmemory ในกรุงเทพ แต่ว่าของในร้านเยอะกว่ามากเลย โดยเฉพาะพวก Pocket scrapbook หรือ Project Life พูดง่ายๆ คือถ้าจะหาของทำ scrapbook ต้องเป็นร้านนี้เลยค่ะ

เท่าที่ลองเทียบๆ ดูแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าของราคาไม่ได้ถูกมากเท่าไหร่ ถ้าซื้อเยอะๆ ซื้อออนไลน์ส่งตรงจากอเมริกาน่าจะถูกกว่า แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ราคาถูกกว่าไทย และถ้าไปช่วงที่ลดราคาได้จะดีมาก ลดกันจริงจัง 40-60% ตอนที่เตยไปได้ลด 40% เพื่อนที่สิงคโปร์บอกว่าบางทีเขาลด 60% เลยด้วย

อ่อ ร้านนี้มีหลายสาขานะคะ แต่เพื่อนบอกว่า สาขานี้ของเยอะ

Singapore-PaperMarket

Art Friend

ร้านนี้ยังอยู่ใน Plaza Singapura อยู่ติดกับร้าน Papermarket เลย หน้าร้านดูแคบๆ เล็กๆ จนเกือบไม่เดินเข้าไปดูแล้ว แต่พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ ตกใจกับความใหญ่ของร้าน ร้านนี้เป็นร้านที่เตยประทับใจมากที่สุดในบรรดาทุกๆ ร้านที่ไปมา ร้านนี้อารมณ์คล้ายๆ เป็นร้านสมใจนึกที่ใหญ่เหมือน Officemate

เตยถ่ายรูปร้านนี้มาเยอะหน่อยเพราะประทับใจ อยากมีแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง 555

art-friend-singapore

เดินเข้ามาเลี้ยวซ้ายโซนแรกจะเป็นพวกสีต่างๆ คือมีสีทุกแบบ อะคริลิค สีน้ำ สีน้ำมัน สีหมึก ยี่ห้อก็หลากหลายมีเยอะมากๆ แถมหลายๆ อย่างราคาถูกมากด้วยจนคิดว่าคำนวณผิด คำนวณแล้วคำนวณอีก เฮ้ยถูกอะ มีตัวนึงจำได้ว่าที่ไทยซื้อมา 450 บาท ไปเจอที่ญี่ปุ่น 200 บาท มาเจอในร้านนี้ 100 บาท!! เสียดายที่ไม่พร้อมขนกลับบ้านเพราะเอามาแค่เป้ใบเล็กเอง

ส่วนพวกกาว Mod Podge ก็เยอะมากๆ มีทุกรูปแบบ แต่อันนี้ไม่ได้เช็คราคามา เพราะจำราคาที่ไทยไม่ได้ค่ะ

art-friend-singapore-1

ซอยถัดมาก็เป็นพวกแฟ้ม อุปกรณ์วาดรูป พูดง่ายๆ มีแทบทุกอย่าง อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยก็มี แต่ไม่เยอะมาก อย่างรูปล่างด้านซ้ายคือ อุปกรณ์ทำเครื่องประดับ อย่างตัวล็อค ตัวหยุด มีเอ็นร้อยลูกปัด ซิป มีผ้าสักหลาดแบบหนาๆ ขายด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเมืองไทยไม่ค่อยมีขาย ถึงมีก็เป็นแบบบางอย่างเท่านั้น

อ่อ ที่นี่มีพวกอุปกรณ์จัดปาร์ตี้ด้วยนะคะ

art-friend-singapore-2

รูปล่างซ้ายมือคือ โฟมอัดรูป ดูโซนนี้แล้วรู้สึกว่า ถ้าสมัยเรียนมีอะไรแบบนี้ชีวิตคงดีกว่านี้มากเลย อุปกรณ์ทำโมเดลก็เยอะเหมือนกัน มีพวกตัวอักษรไม้ด้วย มีกล่องไม้อัด มีกล่องโฟมอัดใบเล็กๆ เอามาทำของขวัญได้ มีไม้ที่เอาไปต่อเป็นกรอบรูปได้ด้วย

รูปขวาเป็นผ้าใบวาดรูป มีทุกขนาด แล้วไม่ได้มีนิดๆ หน่อยๆ แบบ B2S ที่นี่คือมีเยอะมากๆ มีแบบวงกลมด้วย แบบวงกลมนูนขึ้นมาก็มี ดูแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมพวก blogger ที่อยู่สิงคโปร์เขาหาอุปกรณ์งานฝีมือได้เร็วและแปลกตาดี ก็มีให้เลือกเยอะซะขนาดนี้

ส่วนราคาแลกคุณภาพเท่าที่ดู พวก canvas วาดรูปก็มีหลายเกรดแบบไทยนะ ราคาก็ตามเกรด จำราคาไทยไม่ได้เลยไม่กล้าฟันธงว่าถูกกว่าไหม ส่วนโฟมอัดรู้สึกว่าคุณภาพดีกว่าของไทย ดูแน่นๆ แต่อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้เจอแบบนี้ขายในไทยด้วย

art-friend-singapore-3

ที่มั่นใจว่าถูกกว่าไทยคือ ขาตั้งเฟรมนี่แหล่ะ เคยจะซื้อแบบคล้ายกันใน B2S แล้วจำได้ว่าราคาประมาณ 400-500 บาท เตยเทียบกับราคาใน B2S เพราะว่าเป็นร้านในห้างเหมือนกันและเข้าใจง่ายด้วยนะคะ

รูปขวาล่างนี้เป็นพวกตัวห้อยซิป บางลายเคยเห็นในสำเพ็งแล้ว แต่บางลายก็ยังไม่เคยเห็น อันนี้ไม่ได้เช็คราคาเพราะคิดว่าน่าจะแพงกว่าอยู่แล้ว แต่ความคิดเห็นส่วนตัวเท่าที่ดูแล้วคือ ของเค้าดูเนี้ยบกว่าแต่ยังไม่เท่ากับที่ญี่ปุ่นค่ะ

art-friend-singapore-4

อีกโซนนึงที่ชอบมากกกกกกก ในร้านนี้คือโซนกระดาษ เพราะมีเยอะมากกกกกกกกกก มีแทบทุกสี ทุกความหนา มีโซนที่ทำกระดาษเป็นการ์ดสำเร็จรูปให้เรียบร้อย มีซองกระดาษจดหมายขายด้วย แล้วไม่ได้มีนิดๆ หน่อยๆ นะคะ มีทุกสี สีทอง สีเงินก็ยังมี อิจฉาคนที่สิงคโปร์ก็ตรงนี้แหล่ะ ฮ่าๆ

art-friend-singapore-5

Spotlight

ยังอยู่กันที่ Plaza Singapura นะคะ ร้านนี้อยู่ชั้นบนๆ เลยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชั้น 4 ค่ะ ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในบรรดาทุกร้านที่ไปมา คือประมาณครึ่งนึงของชั้นเป็นร้านนี้ค่ะ

Singapore-Spotlight-2

เตยทำรูปให้ดูด้วยว่าใหญ่ขนาดไหน ตอนแรกเข้าไปเดินแปบๆ ก็ออกเพราะมีแต่ผ้าที่เอามาทำผ้าม่านเป็นส่วนใหญ่ด้วย ส่วนตัวคิดว่าที่นี่ผ้ามีลายหลายหลายดี แต่ครึ่งนึงก็เป็นแนวดอกไม้สไตล์แขกๆ หรือไม่ก็เป็นผ้าที่เอาไว้ทำผ้าคลุมผมของอิสลาม

ส่วนผ้าพิมพ์ลาย โดมบอกว่าผ้าไทยดีกว่า ส่วนเตยคิดว่าเนื้อผ้าคล้ายๆ พวกผ้า 3 เมตร 100 ที่พาหุรัด เนื้อจะหยาบๆ หน่อยแต่ราคาที่นี่แพงกว่ามากเลยค่ะ

Spotlight-singapore

ออกจากร้านมาได้นิดหน่อยเห็นอีกประตูนึง บอกโดมว่า เดี๋ยวเข้าไปดูแปบนึงนะ ด้วยความเข้าใจว่าคงเป็นอีกโซนนึงเล็กๆ พอเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ เฮ้ยยย ใหญ่มาก โซนแรกที่เดินเข้าไปคือโซนผ้า โซนต่อมาเป็นโซนกระดาษ มีอุปกรณ์ Scrapbook เพียบเลย พวกแฟ้ม ซอง เยอะกว่าร้าน Papermarket อีก แต่ราคาก็โหดกว่าหลายอย่างเหมือนกัน ถ้าใครหาอะไรเป็นพิเศษแนะนำให้ดูที่ร้าน Papermarket ก่อนค่อยมาร้านนี้ ร้านนี้มีกาว มีโฟมอัด คล้ายๆ Art friend แต่น้อยกว่าค่ะ

ที่มีเยอะกว่า Papermarket และ Art friend คือ พวกอุปกรณ์แต่งบ้าน จัดปาร์ตี้ ที่นี่มีเยอะมาก มีหน้ากาก หลอด จาน ครบทุกอย่างเลยค่ะ

Spotlight-singapore-1

อีกโซนนึงที่เดินหลงเข้าไปคือโซนลูกปัด บอกเลยว่าเยอะมากกกกกกกก ทั้งแผงเป็นลูกปัดค่ะ ใครทำเครื่องประดับน่าจะชอบโซนนี้

Spotlight-singapore-2

ที่นี่จริงๆ คือเน้นงานผ้าเป็นหลัก อุปกรณ์เกี่ยวกับผ้าก็เยอะตามค่ะ ยางยืดนี่ก็แบ่งขายแบบจริงจังมีทุกขนาด หลายแบบเลยค่ะ ถ้าจะตัดเสื้อผ้ามาที่นี่ก็จบเลย มีครบทุกอย่างให้เลือกสรร

Spotlight-singapore-3

ริบบิ้นที่นี่ก็เยอะมากเลยค่ะ เต็มๆ หนึ่งล็อค มีทั้งริบบิ้นทั่วไป ริบบิ้นผ้าลูกไม้ หรืออย่างรูปขวาล่างก็มีค่ะ แต่อันนี้เป็นแบรนด์ไทยนะคะ เท่าที่เดินในสิงคโปร์มีแบรนด์ไทยไปขายที่นี่เยอะเหมือนกันนะคะ

Spotlight-singapore-4

โซนสุดท้ายนี้เตยเดินแบบเร็วๆ เพราะโดมปวดขาแล้ว (รีบจนถ่ายภาพเบลอเลย ฮ่าๆ) เป็นโซนไหมพรมค่ะ จริงๆ มีโซนที่เป็นด้ายเย็บ ด้ายปักครบเลยนะคะ แต่ที่เห็นเยอะๆ หน่อยก็โซนนี้ค่ะ

Spotlight-singapore-5

ร้านนี้ใครที่ชอบงานผ้าคงติดใจอยู่ได้นานเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องราคาเตยไม่แน่ใจนะคะว่าแพงไหม แต่คิดว่าน่าจะแพง หลายอย่างซื้อที่ไทยคงถูกกว่า แถมหลายอย่างก็นำเข้าจากไทยนี่แหล่ะ แล้วแบบนี้จะไปซื้อที่นู้นทำไมเนอะ

Monoyono

ร้านนี้ไม่ได้เป็นร้านอุปกรณ์ Scrapbook นะคะ แต่ว่ามีขายพวกโปสการ์ด การ์ด สมุดบันทึก ของใช้จุกจิกต่างๆ ที่นำเข้ามาเพียบเลยที่เห็นๆ ก็มีของ Kate Spade, Ban.do, Quotable ประมาณนี้ค่ะ แต่ราคาก็สูงอยู่เหมือนกันค่ะ พวกการ์ดไปย่าน Haji lane จะถูกกว่ามากเลยค่ะ แต่อาจจะเป็นแบรนด์ของสิงคโปร์เองไม่ใช่พวกแบรนด์จากอเมริกาแบบนี้ค่ะ

Monoyono-Singapore

Kikki-k

ร้านนี้เป็น A MUST!!! สำหรับเตยเลยค่ะ ตั้งใจจะไปชัวร์ๆ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ตั้งอยู่ที่ ION Orchard เดินออกจากรถไฟฟ้ามาก็เจอเลยค่ะ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ของออสเตรเลียค่ะ เป็นร้านขาย Stationary เดินอยู่ในร้านนี้นานมากกกกก ดูทุกเล่มแบบละเอียดเลย ชอบมาก แต่ไม่ได้ซื้อมาเพราะงบไม่พอ เดี๋ยวไม่มีเงินกินข้าว 5555

Kikki-k

Stationary Superstore

ร้านนี้อยู่ห่างจากร้านอื่นๆ มาหน่อยค่ะ และต้องเดินจากรถไฟฟ้ามาประมาณ 5-6 นาทีค่ะ อยู่ที่ Funan Digitalife Mall ค้นเจอใน Yelp เห็นชื่ออลังการดีก็เลยมาแวะดู

Stationary Superstore

ร้านนี้เหมือน Officemate มากกกกก ร้านไม่ได้ใหญ่มากแต่ได้ของจากร้านนี้มาเยอะเหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่ของที่นี่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะแบรนด์ Midori ที่นี่มีหลายอย่างเลย ตอนไปญี่ปุ่นได้ไปแค่ Tokyu hand เห็นแต่สมุด Traveler notebook แต่ว่าที่นี่มีตัวหนีบ, post-it เยอะมาก ของหลายอย่างก็ราคาก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ด้วยค่ะ

Stationary Superstore

ร้านต่อไปขอแถมร้านหนังสือบ้างนะคะ เริ่มที่ Kinokuniya เลย

Kinokuniya

เดาไว้ว่าร้านที่นี่น่าจะใหญ่อยู่เหมือนกัน พอมาจริงๆ ก็เป็นไปตามคาด ร้านนี้อยู่ที่ Ngee Ann City เดินจากรถไฟฟ้ามาหน่อย ซึ่งตอนมาและตอนกลับหลงทางทั้งสองรอบเลยไม่สามารถบอกได้ว่าไกลไหม 5555

ในภาพที่เห็นด้านล่างนี้เป็นโซน Art & architecture ค่ะ ค่อนข้างใหญ่พอควร โดยครึ่งนึงเป็น Interior และ Architecture ค่ะ แอบมีข้อสังเกตนิดหน่อยว่าตึกที่นี่ดูดีไซน์ก็ธรรมดาไม่ได้แปลกอะไร พื้นที่ก่อสร้างอะไรก็น้อย แต่ว่าหนังสือแนวนี้เค้าเยอะมากจริงๆ เตยคิดเอาเองว่า ถ้าไม่กำลังพัฒนาคนกลุ่มนี้อยู่ก็อาจเป็นตึกที่เน้นการใช้สอยรึเปล่า

ส่วนหนังสือพวก Fine art หรือ Graphic มีไม่เยอะมากเท่าไหร่ น่าจะพอๆ กับไทย แต่จัดเรียงหนังสือดูง่ายกว่าที่ไทยเยอะมากค่ะ

หนังสือ Craft จะอยู่ในโซน Hobby ดูเน้นงานผ้าจะเยอะหน่อย งานกระดาษรองลงมาค่ะ มีหนังสือไม่มากนะคะ

ราคาหนังสือที่นี่ดูแพงกว่าไทยนะคะ แต่หลากหลายกว่าโดยเฉพาะหนังสือพวก Business, Career ที่ชอบคือมีโซนหนังสือ Career กับ Leadership เลย ถ้าจำไม่ผิดไทยจะไม่ได้จัดแบบนี้ค่ะ มีหนังสือหายากอย่าง Renaissance Soul ด้วย ประทับใจตรงนี้ 555

ตอนที่ไปเตยดูแต่โซนหนังสือภาษาอังกฤษนะคะ จริงๆ มีโซนภาษาจีนและญี่ปุ่น(มั้ง แยกไม่ออก 555)ด้วยค่ะ

Singapore-kinokuniya

Book Actually

อีกร้านนึงอยู่ที่ Tiong Bahru ค่ะ เป็นร้านหนังสือเล็กๆ เน้นขายหนังสือนอกกระแสค่ะ ทำให้เจอหนังสือที่มีดีไซน์ที่แตกต่างจากปกติมาก ออกจากที่นี่ได้หนังสือมาสองเล่มแต่ยังไม่ได้ถ่ายรูป เป็นเกี่ยวกับแมวเล่มนึง อีกเล่มนึงเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างสิงคโปร์กับญี่ปุ่น อ่านจบแล้วคิดว่าเปลี่ยนคำว่าสิงคโปร์เป็นไทยก็ใช้ได้ละเนี่ย 555

เจ้าของร้านนี้น่าจะรักแมวพอควร เห็นมีหนังสือแมวขายหลายเล่มเลยค่ะ เพื่อนบอกว่าที่นี่ปกติจะมีแมวนั่งอยู่ตรงเคาเตอร์ มาทีไรก็เจอตลอดเลย พอเตยไปเท่านั้นแหล่ะไม่เจอแมว T_T

bookactually-Singapore

ถัดจากร้านนี้ไปนิดหน่อยจะมีร้านหนังสืออีกร้าน เตยจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ร้านนี้ขายหนังสือนิทานเด็กทั้งร้านเลยค่ะ ร้านโอเคอยู่เหมือนกันค่ะ

นอกจากที่เล่าไปนี้ มีย่าน Haji lane อีกย่านที่เตยแนะนำให้ไปค่ะ ขายสินค้างานฝีมือ หรือเสื้อผ้าแบรนด์เล็กๆ ของดีไซน์เนอร์อะไรทำนองนั้นค่ะ เตยชอบร้าน Monday Off เป็นพิเศษ และแนะนำให้ทานคุ้กกี้ที่อยู่ตรงข้าม Selfie cafe คุ้กกี้อร่อยมาก โดม แม่ น้อง บอกอร่อยทุกคนเลย แถมแพคมาให้อย่างดี แพคเกจสวย เหมาะกับเอาไปเป็นของฝากค่ะ

สำหรับคนที่ชอบงานเครื่องหนัง ที่สิงคโปร์ไม่มีนะคะ คือไม่มีขายหนัง อุปกรณ์ทำงานหนัง หนังสือเกี่ยวกับงานหนังเลย ไม่รู้ทำไม หนังที่มีขายจะเป็นหนังแบบ PU อะไรแบบนั้นนะคะ

จบ ครบแล้ว ใครเจอร้านไหนน่าสนใจอีก บอกกันบ้างนะคะ เผื่อเตยไปอีกจะลองไปดูค่าาา :)

ปล. ใครค้นเจอร้าน Made with love ในอินเตอร์เน็ต เตยลองไปตามที่อยู่มาแล้วนะคะ เหมือนว่าเค้าจะปิดกิจการไปแล้ว เพราะตรงนั้นกลายเป็นร้านอื่นไปแล้วค่ะ