Review สมุด Insert และยางรัดสมุดของ Midori

MTN-products-1

จากคราวก่อนที่รีวิวสมุด Midori Traveler’s Notebook ไป เตยได้ซื้อสมุดไส้ในมาเพิ่มสองเล่มและยางรัดอีก 1 ชุดจากเว็บ Tabiyo ร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ในมาเลเซีย จากรูปด้านล่างเรียงจากซ้ายไปขวา ดังนี้ สมุด insert แบบ Daily planner สำหรับ 2 เดือน (รหัส 005), ยางยืดรัดสมุด 1 แพคมี 4 เส้น (รหัส 021) และสมุด kraft สีน้ำตาล (รหัส 014) ค่ะ

สำหรับการซื้อสินค้าของ Midori ให้ดูจากเลขรหัสที่เขียนอยู่ที่ซองพลาสติกแทนเพราะสมุดที่คล้ายๆ กันนั้นมีหลายแบบค่ะ

MTN-products-2

MTN-products-3

สมุด insert แบบ Daily planner สำหรับ 2 เดือน (รหัส 005)

สำหรับคนที่ใช้ bullet journal อยู่น่าจะชอบสมุดเล่มนี้ เป็นสมุดที่มี index ไว้ให้ที่หน้าแรก แล้วด้านในหนึ่งหน้าเท่ากับ 1 วัน เป็นพื้นแบบกริดให้ ใช้เป็นไดอารี่ก็ได้ planner ก็ได้ มีพื้นที่สำหรับเขียนค่อนข้างเยอะมากเลย

MTN-products-8

MTN-products-10

MTN-products-12

ยางยืดรัดสมุด 1 แพคมี 4 เส้น (รหัส 021)

ยางยืดนั้นมีสองขนาดเหมือนกับสมุด มีสีน้ำตาล 2 เส้น สีดำอีก 2 เส้น อันนี้แพคเกจทำมาดีอีกแล้ว ชอบๆ ด้านหลังของแพคเกจมีกระดาษที่เขียนวิธีการใส่สมุดให้ได้ 3 เล่มมีทั้งแบบภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษค่ะ

MTN-products-13

MTN-products-14

สมุด kraft สีน้ำตาล (รหัส 014)

สมุดเล่มนี้ซื้อมาเพราะอยากรู้ว่ากระดาษที่ใช้เป็นสีน้ำตาลนั้นคุณภาพดีไหม คุ้นๆ ว่าสมุด kraft มีทั้งสีน้ำตาลเข้มและอ่อนด้วย เตยซื้อแบบ 014 มาใช้ดู รู้สึกว่ากระดาษค่อนข้างดีเลย ดีกว่ากระดาษที่ขายตามห้างในไทยค่ะ น้ำหนักก็ไม่หนักมากด้วยค่ะ รวมๆ แล้วถือว่าโอเคเลยค่ะ

MTN-products-4

MTN-products-5

MTN-products-6

นอกจากสมุด 2 แบบนี้แล้ว Midori ยังขายพวกซองพลาสติก, ที่ใส่ปากกา, Sticky note, ไม้บรรทัดลอกลาย และอีกมากมายเลยค่ะ แต่ราคาก็ไม่ได้ย่อมเยาว์เท่าไหร่ เข้าใจว่าถ้าซื้อในญี่ปุ่นก็น่าจะถูกกว่ามากค่ะ สำหรับคนที่ไม่อยากซื้อของ Midori กระดาษที่คุณภาพใกล้เคียงกันก็มี Muji ค่ะ แต่ว่าขนาดของสมุดนั้นอาจต้องเอามาตัดเพิ่มเพื่อให้ได้ขนาดที่ตรงกับปกสมุดมากกว่านี้ค่ะ ส่วนตัวเตยได้ทำสมุดจากกระดาษแบบ Green read เอาไว้มี 3 ขนาด คือ ขนาด Regular, A6 และ Cashier ค่ะ สามารถส่งข้อความมาคุยรายละเอียดกันได้ที่หน้านี้ค่ะ

 

This Week’s Favorites

สักพักใหญ่แล้วที่เห็นความคิดในแง่ลบของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีการบันทึกหลายๆ เหตุการณ์ในสมุด Win book แต่ว่าก็ไม่ได้ทำเป็นประจำเลยคิดว่าจะลองอีกวิธีนึงที่มีคนเคยแนะนำคือการเขียนบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้ในบลอคเลย โดยจะเน้นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองรวมไปถึงสิ่งดีๆ ที่ไปอ่านเจอมาหรือเห็นแล้วชอบด้วย สำหรับอาทิตย์นี้นับตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันศุกร์มีเรื่องดีๆ ดังต่อไปนี้

  1. ได้ไปลองเบอร์เกอร์ที่ร้าน Burger factory กับโดมและเพื่อนๆ ของโดม เตยเลือกทานแซลม่อน อาหารอร่อย บรรยากาศดีมากเลยด้วย5fav-burger-factory
  2. ช่วงนี้มีแมวมานอนอาบแดดแถวๆ หน้าบ้านทุกวันวันละสองตัว เป็นแมวที่ขี้กลัวทั้งสองตัวเลย ไม่ยอมให้จับ พอเดินไปใกล้ๆ ก็จะวิ่งหนี โดยเฉพาะตัวเทาที่ชอบทำหน้า grumpy ตลอดเวลา แต่เห็นทีไรขำทุกที ชอบที่สุดคือเดินกลับบ้านไปเจอเหมียวๆ ทั้งหลายมานอนเรียงกันเต็มหน้าบ้าน ฮ่าๆ
    5fav-cats
  3. ได้รับ feedback จากลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกดีมากๆ ที่มีคนเห็นความตั้งใจและนำงานของเราไปใช้จริงๆ รู้สึกภูมิใจอยากจะทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ5fav-positive-feedback-catisfy
  4. ช่วงนี้ลงเรียนคอร์ส Career camp เป็น group coaching ได้จัดเวลาทำความรู้จักกับตัวเองจริงๆ แล้วรู้สึกดีมากเลย เริ่มเห็นภาพกว้างๆ ของตัวเองมากขึ้นทุกครั้งที่ทำการบ้าน จนทำให้นึกถึงข้อความของ Steve Jobs“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something – your gut, destiny, life, karma, whatever. This approach has never let me down, and it has made all the difference in my life.”Steve Jobs

 

 

Review สมุด Midori Traveler’s Notebook

Review สมุด Midori Traveler's Notebook

Midori Traveler’s Notebook คืออะไร

Midori เป็นแบรนด์สมุดจากประเทศญี่ปุ่น เป็นสมุดที่มีสันของสมุดเป็นยางยืด ทำให้สามารถเพิ่มหรือลดสมุดได้ตามที่เราต้องการ เรียกอีกแบบว่าสมุดแบบ Refillable พูดง่ายๆ คือเป็นเหมือนแฟ้มของสมุดอีกทีนึง จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบแยกสมุดตามการใช้งาน เช่น สมุดเล่มนึงเป็น planner อีกเล่มเป็นไดอารี่ ให้สามารถรวมทุกเล่มไว้ในเล่มเดียวกัน ไม่ต้องพกสมุดทีละหลายเล่ม จุดนี้เองที่ทำให้เตยตัดสินใจมาใช้สมุด Midori

ก่อนหน้านี้เตยได้ลองใช้สมุด Planner แบบที่เป็นห่วงคล้ายแฟ้มของแบรนด์ Filofax และประทับใจที่สามารถใส่กระดาษเข้าหรือออกได้ตามที่ต้องการ แต่ด้วยความที่เตยถนัดซ้ายแล้วกระดาษไส้สำหรับ Filofax นั้นมักเหมาะถูกออกแบบให้หน้าสำคัญอยู่ด้านขวา ห่วงที่อยู่ตรงกลางก็มักจะขวางเวลาเขียนทำให้เตยได้ไม่ถนัดเลยจนสุดท้ายเตยก็กลับมาใช้สมุดธรรมดาแบบเดิม พอได้รู้จักกับสมุดแบบ Midori Traveler’s Notebook แล้วก็รู้เลยว่านี่แหล่ะสมุดที่เตยต้องการ เล่มที่สามารถปรับเปลี่ยนสมุดได้ง่ายๆ บ่อยๆ

MTN-15

Midori Traveler’s Notebook มีขนาดไหนบ้าง

สมุด Midori Traveler’s Notebook มีอยู่ 2 ขนาดคือ Regular (21.8 cm x 13 cm) และ Passport (13.4 cm x 10.5 cm) และมี 2 สีคือสีดำและสีน้ำตาลเข้ม สมุดที่เตยซื้อมาเป็นแบบ Regular สีน้ำตาลค่ะ

การมีตัวเลือกสำหรับขนาดสมุดน้อยทำให้เป็นข้อเสียอีกอย่างของสมุดแบรนด์นี้ค่ะ ยิ่งบางประเทศอย่างเช่นไทยก็หาสมุดขนาด Passport มาเป็นไส้ในหรือที่เรียกว่า Insert notebook ค่อนข้างยาก การจะซื้อ Midori มาใช้ก็จะยิ่งลำบากในการหาสมุดค่ะ ทำให้เตยตัดสินใจทำสมุดแบบ Refillable มาขายเป็นขนาดอื่นๆ เช่น A6, Cashier (เท่าสมุด Moleskine) สนใจลองดูได้ที่ www.catisfy.com ค่ะ

Midori Traveler’s Notebook หน้าตาเป็นแบบไหน

ปกสมุดเป็นปกหนังแท้ สำหรับใครที่ชอบหนังคงชอบกลิ่นของมันมากๆ แต่ถ้าใครไม่ชอบอาจรู้สึกว่ามันกลิ่นแรงไปหน่อย ปกหนังจะหนาประมาณ 3 cm ค่ะ หนังถูกตัดและเก็บขอบมาเป็นอย่างดี เป็นสินค้าที่ถูกผลิตในประเทศไทยอย่างที่เห็นที่ปกหลังค่ะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะผลิตที่จังหวัดเชียงใหม่นะคะ

MTN-12

อย่างที่บอกไปว่าสันของปกสมุด เป็นยางยืดแต่ว่าก็ถูกเก็บปลายยางยืดไว้เป็นอย่างดีด้วยตัวเก็บยางยืดทรงกระบอกค่ะ โดยสันยางยืดนี้จะมีมาให้แค่เส้นเดียวทำให้ต้องซื้อยางยืดสำหรับรัดสมุดมาเพิ่มเองหากต้องการใส่สมุดหลายๆ เล่ม

MTN-11

MTN-10

ส่วนยางยืดที่ใช้รัดสมุดนั้น จะถูกผูกไว้ที่ด้านหลังสมุด ส่วนตัวเตยที่ลองใช้สมุด Fauxdori ที่ทำเองมาก่อนแล้วและใส่ยางยืดรัดสมุดไว้ที่สันสมุดทำให้รู้สึกว่าการที่ยางยืดอยู่ด้านล่างนั้นค่อนข้างใช้ยากจนใช้ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ นอกจากนี้ก็มียางยืดสำรองให้อีกเส้นนึงเป็นสีส้มที่ถูกใส่มาในซองพลาสติกอย่างดีค่ะ

MTN-17

MTN-14

MTN-21

ในแพคที่ซื้อมานั้นนอกจากปกสมุดที่เป็นหนังแล้วก็มีสมุดเปล่าให้ด้านในด้วย 1 เล่ม ปกสีน้ำตาล หน้าแรกมีกรอบสี่เหลี่ยมไว้ให้เขียนรายละเอียดของสมุดแล้วก็มีโลโก้ Midori อยู่ด้านล่าง ส่วนคุณภาพของกระดาษดีมากๆ ประทับใจมาก เขียนลื่นมาก ระบายสีน้ำแล้วก็ไม่ซึมไปอีกด้านนึงแต่จะเห็นร่องรอยนิดหน่อยว่าอีกด้านนึงมีการใช้งานแล้ว

MTN-18

MTN-19

ด้านในสมุดนอกจากสมุดแล้วก็มีที่คั่นสมุดให้ เป็นเชือกเส้นเล็กๆ ที่ผูกอยู่กับที่เก็บยางยืดด้วย

MTN-16

หีบห่อของสมุด Midori Traveler’s Notebook

พูดถึงสินค้าจากญี่ปุ่นก็ต้องพูดถึงบรรจุภัณฑ์ด้วยถึงจะครบถ้วน สมุดถูกใส่อยู่ในถุงผ้าที่อยู่ในกล่องกระดาษสีน้ำตาลอ่อนอีกที ด้านหน้ามีกระดาษที่เขียนเรื่องราวของสมุดว่าคืออะไร ผลิตที่ไหนมาบ้าง ดูดีมากเลยสมกับที่เป็นของญี่ปุ่นจริงๆ

MTN-5

MTN-6

MTN-7

หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไหร่บ้าง

มาถึงเรื่องสำคัญกันบ้าง ราคาของขนาด Regular ตกอยู่ที่ 3,600 เยน ส่วนเล่มเล็กนั้นถูกกว่าแต่ไม่แน่ใจว่าราคาเท่าไหร่ ราคานี้ซื้อที่ญี่ปุ่น โดยสามารถดูได้ที่ลิงค์นี้ ที่จำได้แม่นๆ เลยคือมีขายที่สนามบินนาริตะค่ะ ส่วนประเทศอื่นๆ หรือออนไลน์สามารถดูได้ที่ลิงค์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีในไทยค่ะ ราคาซื้อจากออนไลน์ก็จะค่อนข้างสูงกว่าซื้อที่ญี่ปุ่นมาก เคยคำนวณมาหลายๆ ร้านส่วนใหญ่อยู่ที่ 3,000 กว่าบาทแพงกว่าเป็นเท่าตัวค่ะ ดังนั้นถ้ามีโอกาสซื้อที่ญี่ปุ่นได้ขอให้รีบสอยเลยค่ะ

สำหรับใครที่ยังไม่ถูกใจกับขนาดที่มีอยู่แค่สองขนาดหรือสนใจสมุดปกผ้ามากกว่าสามารถดูสมุดที่เตยทำเองได้ที่ www.catisfy.com ค่ะ

MTN-2

MTN-3

 

เริ่มต้นปี 2558 ด้วยคำว่า ALIVE

เริ่มต้นปี 2558 ด้วยคำว่า Alive

จากวันก่อนที่สรุปปี 2557 ในด้านต่างๆ แล้ว ปีนี้เป็นปีแรกที่เตยเริ่มต้นปีใหม่ด้วยวิธีใหม่ โดยปกติแล้วเตยมักจะเริ่มต้นปีเหมือนคนอื่นๆ คือการตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรให้สำเร็จในปีนั้นบ้าง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้บ้าง แต่หลังจากได้ลงคอร์ส One Little Word และอ่านหนังสือ Desire Map ไปบทนึงทำให้เตยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการคิดและตั้งเป้าหมายใหม่โดยใช้วิธีการตั้งเป้าหมายที่คำคำเดียวที่เตยอยากจะรู้สึกมากที่สุดในปีนี้

ตอนที่เตยลงเรียน One Little Word และเลือกคำว่า Build เป็นคำที่เตยจะยึดเป็นเหมือนเข็มทิศในชีวิตของเตย เตยไม่ได้คิดว่ามันจะส่งผลอะไรมากมายนอกเหนือไปจากการช่วยคุมธีมของเป้าหมายเตยให้ไปในทางเดียวกัน คำว่า Build ในความหมายของเตยคือการลงมือสร้างชีวิตให้เป็นไปในแบบที่เตยต้องการ ผลของการยึดคำๆ นี้เป็นเวลาหนึ่งปีทำให้เตยทำหลายๆ อย่างมากมายเป็นปีที่เตยเติบโตมากอีกปีนึง เตยลองทำหลายๆ อย่างที่เตยคิดว่ามันเป็นอาชีพที่เตยชอบ เตยเริ่มเปิดร้านขายสมุดแฮนด์เมค ได้เจอลูกค้าน่ารักๆ เตยลาออกจากงานประจำมามี lifestyle ที่เลือกเวลาทำงานได้อย่างที่ต้องการ ทุกอย่างในชีวิตดูเป็นรูปเป็นมากขึ้นกว่าเดิมไปเยอะ หลายๆ ครั้งคำว่า built ผุดขึ้นมาในหัวว่า ‘นี่ฉันกำลัง built ชีวิตของฉันสินะ’ จนรู้สึกเหมือนกับตัวเองกับครองโลก(ของตัวเอง)อยู่แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นปีหรอ…เตยจำไม่ได้แล้วว่าตั้งอะไรไว้ จำได้แค่ว่าเป็นอะไรที่ต้องทำทุกอาทิตย์และรู้สึกว่ามันเยอะมาก เตยจึงตัดสินใจว่าปีนี้เตยจะยึดคำแค่คำเดียวเป็นเป้าหมายของปี

เตยรู้ว่าสิ่งที่เตยพลาดไปในปีที่แล้วคือ คำว่า built เป็นคำที่มีแรงกระทบน้อยไปสำหรับเตย เป็นคำที่ไม่ได้มีอำนาจมากพอให้รู้สึกมีพลังที่จะทำให้สำเร็จ การเลือกคำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้รู้สึกดีกับคำที่เลือก คำคำนั้นก็จะไม่ส่งผลอะไรกับเราเหมือนกัน ปีนี้วิธีการเลือกคำของเตยจึงต่างจากเดิมเล็กน้อย

เนื่องจากต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเตยลงเรียนคอร์ส Discovery your WHY ของผู้เขียนหนังสือ Start with Why ที่ช่วยให้เตยค้นหาว่าอะไรที่ทำให้เตยทำสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ และ Why ของเตยคือ

Everything I do is to support and encourage people to do more of what make them feel alive so that they can live an authentic life.

จุดมุ่งหมายในชีวิตของฉันคือการส่งเสริมและกระตุ้นให้คนอื่นทำสิ่งที่ชอบมากขึ้นเพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

(พยายามแปลเป็นไทยอย่างมาก ฮ่าๆ)

คำว่า Alive และ Authentic จึงเป็นคำที่อยู่ในใจเตยตั้งแต่ตอนนั้นมา ในคอร์สเรียน Discovery Your Why มีการย้อนกลับไปมองชีวิตเยอะมากแล้วถามคำถามว่า ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น เตยจำได้แม่นเลยว่า มีสองเหตุการณ์ในชีวิตที่เตยจำได้แม่นเลยและทั้งสองเหตุการณ์เตยพูดขึ้นมาเองแบบไม่ได้คิดอะไรมากว่า “ก็มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีชีวิตจริงๆ” พอทบทวนในหลายๆ เหตุการณ์เตยก็มีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน ทำให้เตยค่อนข้างมั่นใจกับคำๆ นี้

สิ่งที่ทำให้เตยมั่นใจกับการตัดสินใจเลือกคำว่า Alive คือ ตอนที่อ่านหนังสือ The Desire Map ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายโดยการเริ่มต้นจากการถามว่า “ฉันอยากรู้สึกอะไรมากที่สุดในชีวิต” เตยยังอ่านหนังสือไม่จบแต่ว่าการเลือกเป้าหมายจากความรู้สึกที่เราต้องการดูเป็นวิธีการที่น่าสนใจที่จะทดลองสำหรับเตย และทำให้เตยมั่นใจมากขึ้นในการเลือกคำว่า Alive เป็นคำของปีนี้

แล้วคำของปีนี้สำหรับเพื่อนๆ คืออะไรคะ?

 

สรุปปี 2557

2014-in-review

 

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนค่ะ

2 อาทิตย์ที่ผ่านมาเตยหยุดพักการเขียนที่นี่ไปโดยบังเอิญเพราะรู้สึกป่วยๆ หวัดที่เป็นๆ หายๆ ก็ไม่หายสักที ยิ่งกลับมาจากลาวที่ทำให้กลับมาเป็นหวัดรอบสองนี้เป็นหนักขึ้นจนตอนนี้เป็นรอบที่สามแล้ว ทั้งที่ไม่ใช่โรคอะไรร้ายแรง แต่พอร่างกายไม่แข็งแรงก็ไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น อยากจะนั่งเฉยๆ ก็เลยหยุดทำทุกๆ อย่างแล้วให้เวลากับตัวเองมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจหยุดเขียนบลอคไปแล้วกัน

วันนี้อาการยังไม่ดีขึ้น แต่ว่าช่วงที่หยุดไปก็ได้คิดอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับปีที่ผ่านมาจึงอยากมาสรุปไว้ในนี้ โดยการย้อนดูตัวเองในด้านต่างๆ

สรุปด้านต่างๆ ในปี 2557

ด้านการพัฒนาตัวเอง

รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่โตขึ้นเยอะมาก อาจเป็นเพราะเตยมีคำว่า Build เป็นคำของปี 2557 โดยความหมายของ build สำหรับเตยคือการสร้างชีวิตในแบบที่เตยชอบ แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเตยเองนั้นชอบอะไร ทำให้ต้องเรียนรู้ตัวเองมาก ลองในสิ่งที่ไม่เคยลองแต่ว่าอยากทำมานาน อ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองและค้นหาสิ่งที่ชอบมากขึ้น จนเพื่อนๆ หลายคนก็เริ่มทักและชื่นชมว่าเตยมีความพยายามเรื่องนี้มาก สิ่งที่เตยได้เรียนรู้นั้นก็มีมากมายไม่ใช่แค่ว่าเตยชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ว่าได้เข้าใจถึงสิ่งที่เคยอ่านในหนังสือแต่ไม่เคยเข้าใจ เหมือนอยู่ในโลกที่กว้างขึ้นทำให้วิธีการมองโลกของเราก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

ด้านการงาน

การงานในปีนี้เปลี่ยนไปเยอะมากๆ จากการเรียนรู้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ สิ่งนึงคือ จากที่เข้าออกมาหลายบริษัทแต่ก็ยังไม่เคยพอใจกับงาน มันไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบบริษัทหรืองานแต่เป็นที่ไม่ชอบไลฟ์สไตล์ในการทำงานประจำ เตยรู้ว่าเตยเป็นคนทำงานได้ดีในช่วง 6-9 โมงเช้า และเตยจะรู้สึกหมดแรงและไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานได้ในช่วงบ่าย-บ่ายสี่โมงเตยจึงมักใช้เวลานั้นในการ Research และมักคิดหรือทำงานในช่วงเช้าแทน ทำให้เตยรู้ว่าเป้าหมายของเตยคือการทำงานที่เตยสามารถเลือกเวลา (และสถานที่จะได้ไปเที่ยวได้ระหว่าง) การทำงานได้ เตยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายบลอคและดูตัวอย่างจากไอดอลของเตยแล้วเตยมั่นใจมากว่าจะทำได้

พอรู้เป้าหมายและเชื่อในสิ่งที่จะทำแล้วเตยก็วางแผนไว้เป็นอย่างดีที่จะค่อยๆ เปลี่ยนให้ได้ภายใน 2 ปีที่สุดท้ายเตยเปลี่ยนงานได้ใน 3 เดือน โดยการลาออกจากงานมาทำสมุด traveler’s notebook ขาย และรับงานออกแบบเล็กน้อย ตอนนี้เตยอาจจะยังไม่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้แต่ตอนนี้เตยสามารถเลือกเวลาทำงานของตัวเองได้แล้ว มันไม่ง่ายแล้วมันก็เหนื่อย(กาย)กว่าเดินเยอะมากแต่มีความสุขขึ้นหลายๆ เท่า

อย่างไรก็ตาม เตยรู้ว่าสิ่งนึงที่เตยยังขาดอยู่คือ เตยยังต้องเหลาความคิดให้ชัดเจนขึ้นในเรื่องของสิ่งที่เตยชอบว่าจะสามารถรวมกันออกมาเป็นงานของเตยได้อย่างไร ปี 2557 เตยได้ทดลองทำหลายอย่างเลยทั้งสอนศิลปะเด็ก ทำงานฝีมือขาย สอนทำเว็บ เตยมีภาพที่ชัดเจนขึ้นแต่ยังไม่ชัดเพียงพอที่จะทำมันให้สำเร็จได้ เตยตั้งใจว่าปี 2558 นี้เตยจะทำข้อนี้ให้สำเร็จให้ได้

ด้านความคิดสร้างสรรค์

ไม่รู้จะเรียกโปรเจคล้านแปดของเตยว่าอะไรดี ลงตัวที่ด้านความคิดสร้างสรรค์เพราะงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานศิลปะและงานฝีมือ

เมื่อเดือนที่แล้วเตยถามโดมว่า เตยถือว่าเป็น Maker ได้รึเปล่า โดมบอกว่าได้อยู่นะ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น maker เสียทีเดียว แต่วันนี้พอได้ย้อนมาดูว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างไม่ว่าจะเป็น 30 days of notebook, 100 DIY projects, Life in Pocket, Journal cards, Fauxdori, drawing a day, เรียนปักผ้า, เรียนเย็บกระเป๋า และการเขียนบลอคที่นี่ที่เขียนไป 82 หัวข้อใน 1 ปีแล้วก็รู้สึกว่า ฉันเป็น maker ขึ้นมาทันที เตยว่าปีนี้เตยทำงานฝีมือไปเยอะพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่าเตยน่าจะทำได้มากกว่านี้ด้วยเหมือนกัน

ด้านสุขภาพ

ปีนี้เข้าขั้นแย่ รู้สึกสุขภาพแย่กว่าปีที่แล้วอีก เดือนแรกก็ท้องเสียแล้วซึ่งอันนี้เข้าใจได้เพราะมักเป็นหลังจากไปทะเลอยู่แล้ว จากนั้นมาก็เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A ที่ทำให้รู้สึกไม่มีแรงอยู่เกือบเดือน แล้วก็ดีขึ้นอยู่พักใหญ่ก็มีเป็นภูมิแพ้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะที่ทำงานฝุ่นเยอะ จนช่วงปลายปีเป็นไข้หวัดอีก พูดง่ายๆ คือเป็นหวัดทั้งปี ถึงจะออกกำลังกายบางเล็กๆ น้อยๆ แต่พอออกๆ ไปแล้วเป็นไข้ก็ไม่อยากออกกำลังกายแล้ว ปี 2558 นี้ต้องปรับชีวิตเรื่องนี้เยอะมากเลย

ด้านท่องเที่ยว

รวมทั้งหมดมีประมาณ 8 ทริป มีกระบี่ตอนต้นปี, งานแต่งเพื่อนที่เพชรบุรี, ภูเก็ตไป 2 ครั้ง, เขาใหญ่กับเพื่อนๆ ที่บริษัท, ปราณบุรี 1 ครั้ง, เกาะเชจูที่เกาหลี และทริปสุดท้ายของปีคือ หนองคายและลาว และมียกเลิกมาเลเซียไป 1 ทริปเพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ เตยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปเที่ยวปีละ 2 จังหวัดและ 1 ประเทศที่ไม่เคยไป ตอนแรกคิดว่าปีนี้คงทำไม่สำเร็จเพราะยกเลิกมาเลเซียไปแต่สุดท้ายอยู่ดีๆ ก็ได้ไปลาวแทน (เกาหลีเคยไปแล้วเลยไม่นับ 555 ) เป้าหมายนี้สำเร็จไป 1 ปีเหลืออีก 34 ปี

ด้านการเงิน

การเงินปีนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้เงินเยอะ ใช้ซื้อของที่ไม่จำเป็นแต่ซื้อเพราะอยากลองเยอะ และยังซื้อของชิ้นใหญ่อย่าง Macbook มาด้วย ทำให้เงินเก็บไม่เพิ่มขึ้น แล้วด้วยความที่ลาออกจากงานมาอีกทำให้รายได้ลดลงไป ซึ่งมองด้านการเงินอย่างเดียวแล้วดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอมาดูว่ามีความสุขมากขึ้นเยอะก็เลยเฉยๆ กับเรื่องนี้ เงินที่เคยลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ปีนี้แดงนานมากแต่ว่าปันผลยังดีเหมือนเดิม รู้สึกดีที่สิ่งที่เราอดกลั้นทำไปมันงอกเงยออกมาได้แบบนี้

ด้านชุมชน

ปีที่ผ่านๆ มาไม่ได้มีด้านนี้แต่อยากเพิ่มมา เพราะรู้สึกว่าการให้คนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญและยังทำให้เราพัฒนาได้ดีขึ้นด้วย จากปีก่อนๆ เตยเริ่มเขียนบทความและทำเว็บขึ้นมาชื่อ handmadebiz.in.th ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยให้คนที่ทำงานฝีมือได้มีรายได้จากสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปี 2557 นี้เตยแทบไม่ได้เขียนเลยตั้งแต่เป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะต้องการจะหันมาจดจ่อกับการพัฒนาตัวเองและค้นหาตัวเอง ถึงแม้ว่าเตยจะมีโปรเจคในหัวอีกมากมายที่อยากทำ แต่เตยก็อยากจะโฟกัสงานของตัวเองก่อน

นอกจากนี้ปี 2557 เตยเปลี่ยนความคิดเล็กน้อยในการใช้ social media จากที่เห็นว่า social media ในปัจจุบันมีแต่เรื่องแย่ๆ ดราม่าบ้าง ด่ากันบ้าง ทำให้เตยเริ่ม unfollow คนที่มักจะโพสเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับชีวิตไป ไม่ใช่ว่าโลกสวยหรืออะไร แต่ว่าถ้าเราอยู่กับคนที่รู้สึกแย่กับชีวิตเราก็จะรู้สึกแย่กับชีวิตตามไปด้วยเหมือนกัน แต่การ unfollow อย่างเดียวมันไม่พอสำหรับเตย เตยก็เลยเริ่มตัดสินใจโพสแต่สิ่งที่ดีๆ ที่ทำให้คนรู้สึกดีมากขึ้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เป้าหมายของเตยคืออยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่ผ่านมาให้เริ่มทำสิ่งที่ตัวเองชอบมากขึ้นวันละนิด ปรากฎว่าหลังจากที่เตยเปลี่ยนวิธีคิดแล้วมีคนส่งข้อความบ้าง อีเมล์บ้างว่าชอบติดตาม ชอบอ่านบลอค ขอบคุณที่เตยทำให้เค้ารู้สึกมีแรงบันดาลใจ เป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยที่มีคนเห็นค่าของสิ่งที่เราพยายามทำ