Life update

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี

พิธีกรรมในช่วงวันเกิดที่ทำมาเป็นปีที่สอง(หรือสามไม่รู้) นั่นคือการรวบรวมสิ่งที่ประทับใจในปีที่ผ่านมาตามจำนวนอายุ เป็นการทบทวนตัวเองและชื่นชมตัวเองไปพร้อมๆ กัน :)

  1. ไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ชอบมากๆ ได้ไปเที่ยวที่ๆ ถ้าไปกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ คงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้อย่างผับ, Glibhi Studio, พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน และได้ทำ Mission สำเร็จสองข้อนั่นคือ เล่นกับแมวญี่ปุ่นในสวนสาธารณะและถ่ายรูปกับกันดั้ม! คิคิ
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  2. ได้เจอคนใหม่ๆ เยอะเลย ทั้งน้องๆ ที่เรียนอยู่ในสาขาที่แตกต่างออกไปที่ไม่ใช่สาย IT รู้สึกดีที่ได้ฟังประสบการณ์จากคนที่หลากหลาย และยังได้เจอพี่ๆ ที่เก่งๆ ด้วย
  3. ครอบครัวสมุดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปีนี้ได้ลองใช้สมุดหลายแบบมากเลย และยังได้สมุดเป็นของขวัญจากโดมและจากเพื่อนด้วย
  4. ได้รู้จักการจัดบ้านแบบ Konmari ที่ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดบางอย่างไป ปกติเป็นคนชอบเก็บทุกอย่างไว้ แต่ Konmari ทำให้เตยรู้จักเลือกเก็บแต่สิ่งที่เตยชอบมากๆ เท่านั้น ผลจากการจัดบ้านวิธีนี้ทำให้อมยิ้มเล็กๆ เวลาเดินผ่านชั้นวางหนังสือและตู้เสื้อผ้า
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ลูกค้าสั่งสินค้าซ้ำๆ
  5. Catisfy มีลูกค้าสั่งซื้อของซ้ำถึง 4 ครั้งใน 4 เดือน ปลื้มมากกกกกก เขาบอกว่าเขาชอบที่เราทำ Made to order ได้ตรงตามใจเขา เข้าใจเขา
  6. Catisy มีลูกค้าจากหลากหลายประเทศมากขึ้น ช่วงแรกๆ มีแต่ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้มีคนไทยด้วยกัน, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย และยุโรป สนุกดีเหมือนส่งจดหมายให้เพื่อนทั่วโลก
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี :  ได้ของขวัญจากลูกค้า
  7. ได้ของขวัญจากลูกค้า เพราะลูกค้ารู้สึกขอบคุณที่เตยช่วยเหลือและติดตามสินค้าที่(คิดว่าหาย)ให้และยังรีบแก้ปัญหาสินค้าที่หายไปด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่การ์ดเล็กๆ แต่ลูกค้าส่งมาให้หลายอย่างมาก ทั้งสมุด Leuchtturm, โปสการ์ด, กระเป๋าพลาสติกใส่ของ และขนม
  8. น้องผึ้งสอนทำ Shibori ได้คุยกับน้องผึ้งมากขึ้นทำให้รู้สึกได้ว่าเรามีเพื่อนที่มีความฝันคล้ายๆ กัน มีกำลังใจในการทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี : ยิงธนูครั้งแรก
  9. ลองเล่นธนูที่เขาใหญ่ครั้งแรก สนุกมากกก ได้แผลมาด้วยเพราะว่ายิงไม่ถูกท่า
  10. ป่วยบ่อยแต่ทำประกันสุขภาพไว้เรียบร้อย พอป่วยก็ไปหาหมอได้แบบไม่ต้องคิดมากทำให้หมดเรื่องเครียดไปหนึ่งเรื่อง นี่สินะที่เรียกว่า “อิสระ”
  11. ป่วยเป็น IBS และกระเพาะอักเสบทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง เมื่อก่อนอยากกินอะไรก็กิน อยากกินตอนไหนก็ค่อยกิน ไปซื้อของก็ดูแค่ว่าแคลลอรี่เยอะเกินไปไหม พอป่วยแล้วต้องงดอาหารหลายอย่างที่เราชอบกินทั้งนั้นเช่น อาหารที่มีส่วนผสมของนม ไอศครีม พิซซ่า กินไม่ได้เลย กลายเป็นต้องดูมากขึ้น เริ่มทำความเข้าใจอาหารมากขึ้น ค้นพบอาหารหลายอย่างที่คิดไว้ว่าไม่อร่อยชัวร์ แค่พอได้กินแล้วมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
  12. ลองเย็บอะไรเยอะมาก ทั้งกระเป๋า ปกสมุด ผ้าห่ม ที่ใส่บัตร ลองผิดลองถูกเอง (เรียกสั้นๆ ว่า “มั่ว”) จริงๆ งานผ้านี่สนุกนะถ้าทำเป็น…
  13. รู้จักคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันมากขึ้น เหมือนที่เคยอ่านในกฎของแรงดึงดูดเลย
  14. มีสมุดน่ารักๆ แบบที่คนมาเจอก็ชอบ จากที่เคยฝันว่า ฉันจะมีสมุดดีๆ ข้างในเต็มไปด้วยข้อมูลและรูปดีๆ วันนี้ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว มีน้องคนนึงเรียกสมุดของเตยว่า “สมุดมหัศจรรย์” เพราะจดทุกอย่างจริงๆ
  15. ได้ไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี เที่ยวกับเพื่อนๆ YWC สนุกดี ได้กินหอยนางรมไปเยอะมากกกก ฟินสุดก็ตรงนี้แหล่ะ ไปกินมาสองรอบเลยด้วย
  16. กลับมาอ่านนิยายหลังจากที่ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่สมัยม. ปลายแล้วเพราะรู้สึกว่าการอ่านแนวนี้ทำให้เราเสียเวลา อ่านสิ่งที่เป็นข้อมูลดีกว่า แต่บางครั้งเราก็แค่อยากพักผ่อนแบบที่พักจริงๆ บ้างเหมือนกัน
    28 สิ่งที่ประทับใจในช่วงอายุ 28 ปี
  17. เขียน Morning pages มาได้ปีกว่าแล้ว สารภาพว่ามีบางวันที่ไม่ได้เขียน แต่รวมๆ แล้วเขียนติดต่อกันมาได้เรื่อยๆ เป็นประจำ เพราะรู้ว่าช่วงไหนไม่ได้เขียนจะหงุดหงิดง่ายขึ้น
  18. มีคนติดต่อมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากที่เขียนในบลอค หรือส่งอีเมลมาขอบคุณ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีความหมาย
  19. กล้าตอบโต้และ report สิ่งที่เราไม่ชอบและไม่เห็นด้วย
  20. ส่งโปสการ์ดและจดหมายให้กับคนที่ไม่รู้จักด้วย Post crossing และกิจกรรมที่คล้ายๆ Pen pal แต่เน้นให้เขียนเป็นจดหมายจริงๆ เพราะมันได้อารมณ์มากกว่าการส่งอีเมล
    สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k
  21. โดมซื้อสมุด Kikki-k ให้ ปลาบปลื้ม ชอบยี่ห้อนี้มานานแล้ว
  22. ค้นพบวิธีการตัดผ้าด้วยคัตเตอร์ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น 50% และซื้อกรรไกรใหม่ที่ดีกว่าเดิมมากกกกทำให้ชีวิตดีขึ้นมากกกกกก
  23. ไปเที่ยวสิงคโปร์ ไป Universal Studio ดูไฟและฟังเพลงที่ Gardens by the Bay เห็นความเจริญด้านการคมนาคมแล้วอิจฉาอย่างแรง ได้เจอร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ ที่มีของครบถ้วนมาก เห็นแล้วมีแรงบันดาลใจอยากเปิดร้านแบบนี้ในไทยบ้าง
  24. ได้ลองทำงานแปลจากพี่คนนึงที่หยิบยื่นโอกาสให้ สนุกดีนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าถ้าเราไม่ได้ชอบเนื้อหาที่แปลเราก็คงไม่สนุกขนาดนี้
  25. ได้ลองทำงานตำแหน่ง Product Manager ยิ่งได้เห็นกระบวนการของทั้งบริษัทก็รู้ว่าเตยชอบงานด้านพัฒนาสินค้านะ ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นก็ยิ่งชอบเหมือนได้ช่วยโลกทางอ้อม
  26. เวลาแก้ปัญหาหนักๆ ได้ รู้สึกฟินมากๆ ปีที่ผ่านมาได้เจอคนหลายแบบ ทำงานกับคนหลายสไตล์ เจอปัญหาก็มาก ต้องใช้กำลังภายในมากมายให้ผ่านจุดนั้นมาให้ได้เรียกว่าเครียดจนป่วย พอทำสำเร็จก็สบายใจ ภูมิใจ มีความสุขแล้ว
  27. ต่อจากข้อที่แล้ว ปีนี้เรียนรู้อย่างนึงว่า เตยอยากเป็นคนเก่งและคนฉลาด งานมีปัญหาก็อยากจะแก้ให้ได้ เรียกว่าเป็นคนชอบเอาชนะด้วย แต่ว่าปีนี้ได้นั่งคิดดีๆ ว่าสิ่งที่เราอยากเอาชนะนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการ..จริงหรอ? และรู้ทันทีว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ มันเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำมันต่อ เมื่อก่อนรู้ว่าคนเราควรต้องเน้นที่จุดแข็ง แต่ไม่เคยเข้าใจความหมายจริงๆ พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้ตัวว่า..นี่เรากำลังทำจุดอ่อนของเราให้ดีขึ้นจนตอนนี้เราไม่มีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าเมื่อก่อนไปแล้ว
  28. ถ้าอ่านมาครบทุกข้อจะสังเกตได้อย่างนึงว่าปีนี้เตยเน้นเรื่องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก จากที่อ่านหนังสือมาหลายเล่ม เรียนมาหลายคอร์สทำให้รู้ว่าสิ่งที่เตยขาดไปก็คือการรู้จักตัวเองนี่แหล่ะ บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรอยู่ ปีนี้เตยสนใจเรื่อง Intentional living การรู้และเข้าใจตัวเองจึงสำคัญมาก บางที Ego มันบังตาเราไปเยอะจริงๆ ยิ่งเตยเป็นคนรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ไว (โดยเฉพาะคนใกล้ตัว) ความรู้สึกของคนอื่นเลยใหญ่กว่าของตัวเอง เหมือนเป็นคนที่ไม่รู้จักดูแลจิตใจตัวเอง ปีที่ผ่านมาเตยภูมิใจกับตัวเองนะที่เลือกไม่ทำบางอย่างถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะ”เคย”เป็นความฝันของเรา มันเหมือนเรายอมรับตัวเองมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น ทำให้ช่วงนี้เตยแอบชอบข้อความข้างล่างนี้เป็นพิเศษ :)

“Respect yourself enough to walk away from anything that no longer serves you, grows you, or makes you happy.”
—Robert Tew

Life update

เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ

จากคราวที่แล้วที่เขียนถึง สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k เตยยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอาไว้ใช้ทำอะไร แต่สุดท้ายจบลงที่การเป็น Gratitude journal ผสมๆ กับไดอารี่แบบสั้นๆ

Gratitude journal คือการเขียนบันทึกสิ่งที่ดีที่เรารู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจที่มีสิ่งๆ นั้น เพื่อฝึกให้มองโลกในแง่ดี เตยใช้หน้าปฏิทินรายเดือนในการเขียนบันทึกเพราะว่าช่องมันเล็กกว่า ทำให้เราไม่ต้องคิดเยอะ ตอนแรกใช้หน้าแบบรายอาทิตย์เขียนแต่รู้สึกว่าต้องเขียนเยอะๆ ให้เต็ม จนรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตมันน้อยละเกินเอามาเขียนยังไม่ได้เต็มเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เขียนได้อย่างมากก็ 2-3 อย่าง วันไหนเซ็งๆ เขียนได้แค่อันเดียวก็ไม่เครียดเพราะว่ายังไงก็ไม่มีที่ให้เขียนอยู่แล้ว ฮ่าๆ

ข้อดีอย่างนึงของการเขียนในปฏิทินรายเดือนแบบนี้คือ…เห็นภาพรวมทั้งเดือน พอหมดหนึ่งเดือนเราได้เห็นความสุขของเราทั้งเดือนแล้วเราจะคิดได้ว่า “เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ” เก๋ไหม 5555

gratitute_journal-1

เมื่อก่อนเห็น blogger ต่างประเทศเขียนกันแบบขอบคุณดินฟ้าอากาศ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณที่มีชีวิต เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ เธอขอบคุณอะไรเนี่ยนามธรรมมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ถึงสังเกตเห็นว่าวันไหนที่เราเซ็งจริงๆ อะไรก็ดูผิดที่ผิดทางไปหมด ร่างกายยังป่วยเลย เรากลับรู้สึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น อยากแนะนำให้ลองทำกันดูนะคะ มันง่ายมากๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ

gratitude-journal

ของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเตยแอบเพิ่มสีสันเข้าไปในหน่อยวันที่เตยชอบมากๆ หรือเป็นวันที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ ทำให้สมุดดูสดใสขึ้น สนุกขึ้นด้วย

แต่สำหรับใครที่เพิ่งมาลองเขียนแรกๆ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในวันนั้นก่อนเพราะอะไรที่เราทำเองเราจะรู้สึกดีได้อย่างจริงใจมากกว่า เช่นวันนี้ทำงานนี้เสร็จไปตั้ง50%, วันนี้เริ่มทำงาน A แล้วนะ, วันนี้ได้เดินเยอะๆ แข็งแรงเลย  จะเห็นว่าเตยก็มีวันแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเขียนก็รู้สึกแปลกๆ นะ แต่พอได้กลับมาอ่าน..มันก็ดูไม่แปลกอย่างที่คิดนะแถมยังทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้ด้วย :)

แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกวิธีของเตยคือ ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขแล้วค่อยเขียน 5555 ดูขำๆ แต่ทำจริงๆ แล้วได้ผลนะคะ มีอยู่วันนึงเตยอ่านหนังสือค้างไว้เลยนั่งอ่านให้จบแล้วก็เขียนว่าวันนี้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เย้! รู้สึกดีแถมยังทำอะไรที่ค้างไว้เสร็จแล้ว นี่มันโชคสองชั้นชัดๆ 5555

DIY งานผ้า

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อเดือนก่อนนู้นน้องผึ้งเจ้าของร้าน มะม่วง DIY และครูสอนมัดย้อม Shibori ส่งข้อความมาชวนไปย้อมผ้า Shibori ด้วยกัน ด้วยความใจง่ายก็เลยตอบรับอย่างรวดเร็ว 555 จริงๆ เตยเองอยากลองทำ Shibori อยู่แล้ว อยากเอามาใช้ทำปกสมุด Traveler’s notebook  และกระเป๋าที่กำลังหัดทำอยู่

น้องผึ้งเริ่มเล่าถึงความเป็นมาเล็กๆ น้อยๆ เล่าเรื่องของครามนิดหน่อย พอดีคนที่ไปเรียนกับน้องผึ้งวันนั้นมีความเข้าใจเรื่องนี้อยู่กันบ้างแล้ว จากนั้นน้องผึ้งก็สอนพับผ้าว่ามีวิธีพับแบบไหนได้บ้าง ทำแบบไหนให้สวย โดยหยิบวิธีที่น่าจะได้ใช้กับบ่อยๆ มาสอนก่อน แล้วค่อยให้ไปย้อมครามกันจริงๆ เรามีเวลาทำกันได้คนละ 3 ผืนลองกับผ้าสองแบบ ระหว่างย้อมน้องผึ้งก็สอนรายละเอียดเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟัง…ซึ่งถามว่าเตยจำได้ไหมก็บอกเลยว่า…ได้แค่นิดหน่อย >_< คิดว่าคงต้องลองทำอีกสักรอบสองรอบน่าจะเข้าใจมากขึ้น

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

ผลงานสำเร็จมีสามผืนตามรูปล่าง ผืนแรกซ้ายสุดเป็นการพับจากจุดกลางผ้าพับแล้วจะหน้าตา ทำเสร็จแล้วออกมาหน้าตาเหมือนพิซซ่าเล็กน้อย ฮ่าๆ ผืนกลางเตยพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วเอาไม้สามเหลี่ยมปิด แต่ว่าเตยพับไม่ค่อยเท่ากันทำให้ย้อมมาได้รูปไม่เท่ากันทั้งผืน ส่วนผืนขวาสุดเตยพับเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกันแต่ใช้ตะเกียบกับยางรัด แต่ผ้าออกมาลายแปลกๆ เพราะว่าผ้าชนิดนี้ไม่เหมาะกับการย้อม ทำให้ออกมาเป็นคราม (แต่จริงๆ ก็สวยอีกแบบนะ)

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

พอกลับมาบ้านก็ใช้ผ้าผืนกลางมาเย็บกระเป๋าต่อ ได้ออกมาเป็นรูปนี้ ยังเหลือเศษผ้าทำกระเป๋าได้อีกประมาณสองใบ ส่วนอีกสองผืนยังคิดไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไร แต่ตั้งใจว่าจะเย็บเก็บริมขอบผ้าไว้ก่อน เอามาทำผ้าพันคอก็น่าจะใช้ได้อยู่

มัดย้อม Shibori กับน้องผึ้ง มะม่วง DIY

คราวนี้อาจจะไม่ได้สาระอะไรจากเตยเท่าไหร่ เตยรู้เรื่องนี้น้อยจริงๆ แต่ถ้าต้องการสาระเรื่อง Shibori แนะนำให้ติดตามได้ที่ Facebook มะม่วง DIY และ Facebook Group Shibori Thailand ได้เลยนะคะ :)

Stationary

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เมื่อเดือนที่แล้วโดมไปสิงคโปร์แล้วแวะร้าน Kikki-K ซื้อสมุด Weekly Diary มาให้เป็นของฝาก ร้านนี้เป็นแบรนด์ที่เตยชอบมานานแล้ว ชอบที่ concept และสไตล์ของร้านที่เน้นเรียบๆ แต่เข้าใจง่ายและยังสวยด้วย แต่สมุดราคาค่อนข้างสูงทำให้ตอนที่ไปสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วทำใจซื้อยังไม่ได้

ตอนแรกเตยตั้งใจจะใช้เป็น Planner แต่ว่ามีสมุด Traveler Notebook ที่ทำเองไว้อยู่แล้วเลยใช้เล่มนี้เป็นสมุดไดอารี่ที่เอาไว้จดเป็นไดอารี่ว่าแต่ละวันเจอเหตุการณ์อะไรบ้างแทน เพราะว่าอยากฝึกทบทวนตัวเองก่อนนอน ถ้าใช้สมุดที่เป็นแบบ Daily คือมีวันละหนึ่งหน้าจะรู้สึกว่าต้องเขียนเยอะและโอกาสหยุดเขียนกลางทางจะเยอะกว่า คิดเอาเองว่าถ้าได้เริ่มเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้น่าจะดีนะ

คุ้นๆ ว่ารุ่นนี้มีประมาณ 3 สี แต่โดมซื้อสีฟ้ามาให้ ปกเป็นปกหนังมีสายรัดยางยืด หน้าปกมีเลข 16 ซึ่งก็คือปี 2016 อยู่ แล้วมีสติกเกอร์ Make it yours ซึ่งเตยเอาไปติดในสมุดจดแทนแล้ว 555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ข้างในมีที่คั่นมาให้เป็นสีชมพู มีข้อความเหมือนกัน ด้านหลังเป็นข้อความแนะนำสมุดซึ่งแน่นอนเตยก็เอาไปติดสมุดจดแล้วอีกเช่นเคย 555 หน้าแรกที่โดนบังไปเป็นพื้นที่สำหรับเขียนชื่อ ที่อยู่ email เอาไว้ให้เผื่อว่าทำหายไปจะมีคนใจดีช่วยส่งคืนมาให้ได้

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เปิดไปก็มีปฏิทินสองปีคือปี 2016-2017 สไตล์สมุดเล่มนี้จะเรียบๆ เน้นแสดงแต่สิ่งที่สำคัญ ถ้าใครชอบแนวกุ๊กกิ๊กน่ารัก เล่มนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่ ส่วนเนื้อกระดาษเตยเฉยๆ เพราะว่ามันเขียนไม่ลื่นเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้กระดาษของ Midori และ Muji ที่กระดาษลื่นมากๆ มารึเปล่าก็เลยเฉยๆ กับกระดาษของ Kikki-k

ปฏิทินรายปี สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

และยังมีหน้า Monthly ให้ด้วย หน้านี้เตยยังไม่ได้ใช้จริงจัง แต่มีคิดๆ ไว้ว่าจะทำเป็นที่จดสิ่งที่ดี 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อเป็นการฝึกคิด Positive thinking และรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่

หน้ารายเดือนในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

เล่มนี้เป็นสมุดแบบ Weekly โดยเริ่มตั้งแต่อาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม 2015 เป็นต้นไป และเริ่มอาทิตย์ที่วันจันทร์ซึ่งปกติเตยชอบเริ่มอาทิตย์แบบนี้อยู่แล้ว

พอเปิดหน้ามาจะเจอช่อง 8 ช่องมีช่อง Notes อยู่อันแรก แล้วในแต่ละช่องวันที่จะมี AM, PM, Birthday ให้ด้วย แต่ส่วนตัวไม่ได้ใช้เลยเน้นเขียนไปเรื่อยๆ

Planner รายอาทิตย์ในสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

วันไหนที่เป็นวันสำคัญต่างๆ อย่างวันแรกของปีก็จะมีกรอบข้อความให้ไปอ่านเนื้อหาบนเว็บต่อ

2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ถัดไปเป็นโซนของการจดบันทึกค่ะ เป็นหน้าว่างธรรมดา มีตีเส้นบรรทัดให้เขียนได้ง่ายๆ

หน้าจดบันทึกสมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

โซนสุดท้ายเป็นโซนสัพเพเหระค่ะ มีพวก List อย่าง Website, หนังสือ, wishlist, หนัง, ร้านอาหาร และรายรับรายจ่าย ส่วนสุดท้ายเป็นวันหยุดของแต่ละประเทศซึ่งไม่มีไทย 5555

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

 

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

นอกจากนี้ที่ปกหลังของสมุด เขามีช่องใส่ของให้ด้วย คล้ายๆ กับ Moleskine แต่ว่าเล่มนี้เป็นช่องที่เปิดด้านบน ข้างในแถมสติกเกอร์ให้ที่ตลกคือโดมซื้อสติกเกอร์แบบเดียวกันให้เพราะไม่รู้ว่ามีอยู่ในเล่มแล้ว 5555 แต่ก็ยังมีความแตกต่างนิดหน่อยคืออันนี้เป็นสติกเกอร์ขาวทึบแต่อีกอันเป็นสติกเกอร์ใส

สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

สติกเกอร์ของแถม กับ สมุด 2016 A5 Weekly Leather Diary ของ Kikki-k

ไว้ถ้าเตยเขียนเติมเล่มนี้เยอะๆ แล้วจะเอามาโพสให้ดูอีกทีนะคะ

Life update

Review Year 2558

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คนค่ะ

วันนี้เช้าวันที่ 1 มกราคม 2016 ปีนี้จะแตกต่างจากปีก่อนๆ ในเรื่องการตั้งเป้าหมายเล็กน้อยคือ เตยจะไม่บอกใคร เพราะสังเกตว่าพอบอกแล้วกลับทำไม่ค่อยได้ พอไม่บอกแล้วกลับทำได้ดีกว่า สำเร็จได้มากกว่า แต่เตยจะมาสรุปปีที่ผ่านๆ มาเหมือนเดิมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

Review Year 2015

ด้านการงาน

ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เยอะมากๆๆๆๆ จนปัจจุบันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่เตยบอกเลยว่า ย้อนกลับไปเตยก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเตยได้เรียนรู้จากงานทุกๆ งาน ยิ่งสิ่งที่ทำให้เครียดได้มากที่สุดก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เตยได้เรียนรู้มากที่สุดด้วยเช่นกัน ปีนี้ได้เห็นการทำงานของคนที่เป็น professional และไม่เป็น professional จนสามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจนจนเห็นไปถึงวิธีคิดบางอย่างของเขาเลย

พูดถึงเรื่องงาน ใครที่เคยมาติดต่อเตยไว้ทาง Line แล้วหาเตยไม่เจอ ติดต่อไม่ได้ ขอรบกวนแจ้งมาทางหน้า contact หน่อยนะคะ เตยโดนลบ Account จนต้องเปิดใหม่ รายชื่อเพื่อนก็หายไปหมดเลย T_T

ด้านการเงิน

ปีนี้ย่ำแย่ เงินเก็บหายเพราะเที่ยวเยอะไปหน่อย 555 ความคล่องตัวก็หาย หาเงินได้โดยรวมน้อยลง แต่หาเงินได้ด้วยงานที่ทำให้เรามีความสุขได้มากขึ้นเยอะกว่าปีก่อนๆ เยอะหลายเท่าตัว แต่พอไม่มีเงินมากแล้วทำให้เราได้มองเห็นชัดขึ้นว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน เราอยากได้อะไรกันแน่ พอมีเงินสิ่งที่เราอยากได้มันกว้างไง อย่างอยากได้บ้าน อยากได้เสื้อแบบนั้น อยากได้กระเป๋าแบบนี้ พอไม่มีเงินแล้วสิ่งที่อยากได้กลับเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากจริงๆ เราแค่อยากมีความสุขเวลาได้มีเวลานั่งคุยกับที่บ้านกับเพื่อนสนิท เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองสวย ย้อนกลับไปอย่างเดียวที่จะแก้คือจะทำการตลาดให้ขายของได้มากขึ้นกว่านี้และจะลงของขายมากกว่านี้ให้มีเงินเข้ามากขึ้น

ด้านความรัก

ปีนี้เรื่อยๆ เพราะคิดแต่เรื่องงานมากไปหน่อย 555 แล้วพอคบกันมานานแล้วก็เห็นและรู้ว่าอีกฝั่งเป็นคนยังไง เรื่องที่หงุดหงิดก็ยังมีบ้างเหมือนเดิมต้องค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นชัดเจนมากว่าโดมสนับสนุนเรามากแค่ไหน คอยช่วยเหลือเราอย่างดีมาตลอด ถึงปีนี้โดมจะมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้วแต่ก็ยังมาช่วยเรา ฟังเราบ่น แนะวิธีแก้ปัญหา แถมซื้อของให้เยอะเลย รู้สึกขอบคุณที่โดมมากๆ ถ้าไม่มีโดมชีวิตเราคงแย่กว่านี้ เครียดกว่านี้ และไม่กล้าเท่านี้

ด้านจิตใจ

ปีนี้เตยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก พยายามมีสติและรู้ตัวว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไรมากขึ้น นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นให้น้อยกว่าความรู้สึกของตัวเอง ที่พยายามทำแบบนี้เพราะว่า…ทำ personality test แล้วทุกอันพูดเหมือนกันว่าเป็นคนแคร์คนอื่นมากกว่าตัวเอง 555 ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ นานๆ ไปทำหลายๆ อันก็พูดเหมือนกันหมด ขนาดดูดวงยังมีคนบอกแบบนี้ ก็ลองถามโดมได้คำตอบมาแบบนั้นเหมือนกัน พอเริ่มสังเกตตัวเองขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

บางทีในใจเรารู้สึกว่าเราไม่ควรรับทำโปรเจคนี้ ถ้าทำจะต้องเครียดแน่ๆ แต่พอใช้สมองคิดอย่างเป็นระบบแล้วเห็นว่ามัน “ควร” ต้องทำเพื่อประโยชน์ 1, 2, 3 บลาๆ มีข้อเสียนิดเดียวก็เลือกอย่างที่สมองคิด ผลออกมาก็เป็นอย่างที่เรารู้สึกคือโปรเจคนี้มันเครียดและปัญหาเยอะอย่างที่รู้สึกจริงๆ อันไหนที่เลือกตามที่ใจบอกมาก็เป็นโปรเจคที่ดีจริงอย่างที่รู้สึก เป็นแบบนี้หลายๆ รอบ ประกอบกับว่าอ่านหนังสือและฟังโดมที่พยายามบอกให้เชื่อตัวเองให้มากๆ ก็เลยยิ่งพยายามสังเกตตัวเองมากขึ้น เชื่อตัวเองมากขึ้น

ด้านสุขภาพ

ปีนี้แย่เหมือนกัน แต่ยังรอดมาได้ 555 เริ่มต้นปีเดือนแรกด้วยรถชน ต้นขาช้ำอยู่หลายเดือน โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้ ต่อมาก็ป่วยๆ หายๆ ภูมิแพ้มาเยือน คออักเสบเป็นปกติ ไปเที่ยวก็อาหารเป็นพิษจนเป็นไข้จับสั่น หนาวไปถึงกระดูก สลับกับอ้วกทั้งคืนในคืนสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เดาว่าน่าจะมาจากหอยนางรมไม่สด (กินมาหลายตัวหลายวัน ดันมาจบที่ตัวสุดท้ายในร้านที่เรากินแค่ตัวเดียว!) ปลายปีก็ฟันมีปัญหาต้องผ่าตัดรากฟันไปหาหมอที่คลีนิค หมอบอกรักษาไม่ได้ต้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ พอไปคณะทันตะใกล้บ้านโดนอาจารย์หมอฟันพูดจาแย่ๆ แล้วยืนยันให้ถอนท่าเดียว แถมไม่ยอมอธิบายอะไรด้วยบอกให้ไปค้นใน google แทน งงเลยนึกว่าทำงานมานานแล้วจะดี สรุปไปคลินิคใหญ่ในห้างแทน หมอดีมากกกกก ใส่ใจสุดๆ แถมไม่ต้องถอนฟันเพราะเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีช่วยแล้ว จบท้ายปีวันสุดท้ายด้วยการล้างแผลผ่าตัดโดยหมอฟัน ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว กินไก่ทอดได้แล้ว แฮปปี้มาก หวังว่าปีหน้าจะไม่เจออะไรแย่ๆ อีก

อ่อ แต่ก็มีช่วงที่รู้สึกดีที่สุดของปีคือตอนกลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่น 4-5 แล้วพบว่าเอวหายไป 1 นิ้ว ขาเฟิร์มมากกกกก เพราะเดินทั้งวัน ช่วงนั้นมีความสุขกับความเฟิร์มของร่างกายมากๆ สงสัยต้องไปญี่ปุ่นอีก…อ้าว ไม่ใช่หรอ 555

ด้านความคิดสร้างสรรค์

ปีนี้อ่านหนังสือเยอะ เรียนเยอะ ได้เรียนทำเครื่องหนังด้วย ได้เรียน Shibori กับน้องผึ้ง ได้หัดทำกระเป๋าโดยเรียนจากหนังสือและเว็บ ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆ มาทดลองเยอะมากๆ ทั้ง Kraft tex, Dye-na-flow, สีอะคลิก, หนัง ฯลฯ ชอบมากเลยเวลาได้ทดลองของใหม่ๆ

ALIVE

เมื่อต้นปีที่แล้วตั้งไว้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่าง Alive เตยจะเลือกใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาจริงๆ ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่เรามีชีวิตชีวามากๆๆๆๆ ถึงจะมีบางเดือนที่เครียดจนนอนไม่หลับ สุขภาพแย่ แต่รวมๆ แล้วเตยรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่เตยได้ใช้ชีวิตจริงๆ